Home About Us Gallery Contact Us Link
  ปูทะเล
  การประมงปูทะเล
  ปูทะเลเชิงพาณิชย์
  การเลี้ยงปูนิ่ม
  ปูม้า
  ปูแสม
  ปูนา
  ฐานข้อมูล
  เมนูอาหาร
  เครือข่ายปู
  กระดานสนทนา
 

ความเค็ม : ลูกปูวัยอ่อน ระยะ Z1-Z4 เจริญเติบโตดีที่สุดที่ความเค็มระหว่าง 34-35 ส่วนในพัน ถ้าความเค็มต่ำกว่า 24 ส่วนในพัน  ลูกปูวัยอ่อนระยะ Z1 -C1 จะไม่สามารถพัฒนาและเปลี่ยนรูปถึงระยะ Megalopa  แต่ที่ความเค็ม 32  ส่วนในพันลูกปูวัยอ่อนร้อยละ78 สามารถพัฒนาถึงระยะ Megalopa

ที่ระยะ Megalopa ลูกปูจะเติบโตเร็วและมีอัตรารอดดีที่ความเค็มประมาณ 27-28 ส่วนในพัน ลูกปูขนาดเล็กหลังระยะ C1 ที่เลี้ยงในน้ำที่มีความเค็มระหว่าง 18-30 ส่วนในพัน จะเจริญเติบโตเป็นลูกปูขนาดเล็กระยะ C7 ภายในระยะเวลา 58 วัน มีอัตรารอดระหว่างร้อยละ 26.7-36.7 แต่ที่ความเค็มระหว่าง 6-12 ส่วนในพัน การลอกคราบจะช้าและต้องใช้เวลาถึง 64 วันจึงจะเข้าระยะ C7  มีอัตรารอดระหว่างร้อยละ 6.7 - 13.7  ถ้าเลี้ยงที่ความเค็ม 0 ส่วนในพัน ลูกปูจะตาย เมื่อพัฒนาถึงระยะ C3

อาหาร : อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปูวัยอ่อนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่ออัตรารอดและคุณภาพของลูกปูที่ผลิต  เพื่อลดอัตราตายของลูกปูวัยอ่อนในระยะ Z1-C1 สิ่งที่จำเป็นต้องพิจารณาคือ ชนิดและปริมาณอาหาร  คุณภาพของอาหาร ความหนาแน่นของอาหารในมวลน้ำ  

 

ชนิดและปริมาณของอาหาร

ลูกปูวัยอ่อนหลังจากฟักออกเป็นตัวมีวิวัฒนาการหลายระยะกว่าจะเติบโตเป็นลูกปูขนาดเล็ก แต่ละระยะมีนิสัยและพฤติกรรมการกินอาหารแตกต่างกัน การให้อาหารลูกปูในระยะนี้จึงต้องพิถีพิถันและรอบคอบในการเลือกชนิดของอาหารที่เหมาะที่ลูกปูแต่ละระยะกินได้ เช่น หลังจากฟักเป็นตัว (ระยะ Z1) ถ้าให้ไดอะตอม Skeletonema costatum และ Isochrysis (ประมาณ.0.5-0.8 ล้านตัว/..) จะมีอัตรารอดดีกว่าให้ คลอเรลลา ชนิด Nannochloropsis oculata (อัตรา 0.5-1 ล้านเซล/มล.)  และโรติเฟอร์ (Brachionus plicatilis   อัตรา 5 ตัว/มล.) นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายเซลเดียวชนิดอื่น ๆ ให้เลือก เช่น สาหร่ายเกรียวทอง (Spirulina) เพื่อใช้เป็นอาหารเสริมได้  เมื่อลูกปูได้พัฒนาเข้าระยะ Z3-4 ก็เปลี่ยนเป็นไรน้ำเค็ม (Artemia salinia) ที่มีอายุประมาณ 1 วัน  (อัตรา 5-30 ตัว/.) และเปลี่ยนเป็นอาหารสดพวก หอยสับ กุ้งสับประมาณวันละ 5-6 ครั้ง  เมื่อเข้าระยะMegalopa  วิธีนี้จะสามารถผลิตลูกปูขนาดเล็กที่มีอัตรารอดประมาณร้อยละ 10-26  หรือจะใช้สูตรอาหารที่ศูนย์วิจัยและผลิตลูกกุ้งแห่งชาติของมาเลเซียที่รัฐเคดะนิยมใช้ ก็ได้ซึ่งมีรายงานว่าสามารถผลิตลูกปูขนาดเล็กได้ประมาณร้อยละ 20   

 

ตาราง :   อัตรารอดของลูกปูวัยอ่อนระยะ Zoea-Megalopa ที่เลี้ยงด้วยอาหาร 5 สูตร

 

สูตรที่

ชนิดอาหารและปริมาณที่ให้

อัตรารอด

1

ระยะ Z1-Z3 ให้โรติเฟอร์ วันละ 10ตัว/.. ทุก ๆ วัน เมื่อเข้า Z3วันที่สองเพิ่มไรน้ำเค็มที่เพิ่งฟักใหม่ ๆ 0.5 ตัว/.. จนกระทั่งถึงระยะ Megalopa

76.3%

2

ระยะ Z1-Z2 ให้โรติเฟอร์ วันละ 0.5ตัว/.. ทุก ๆ วัน เมื่อเข้า Z2วันที่สองเพิ่มไรน้ำน้ำเค็มเพิ่งฟักใหม่ ๆ 0.5 ตัว/.. จนกระทั่งถึงระยะ Megalopa

80.3%

3

ระยะ Z1-Z 2ให้โรติเฟอร์ วันละ 10ตัว/.. ทุก ๆ วัน เมื่อเข้า Z2วันที่สองเพิ่มอาหารลูกกุ้งวัยอ่อน จนกระทั่งถึงระยะ Megalopa Frippak PL ขนาด 300 mm ผสมกับ Lansy 3-MPL ในอัตราวันละ 3 ../.  จนกระทั้งถึงระยะ Megalopa

71.0%

4

ระยะ Z1-Z 2ให้โรติเฟอร์ วันละ 10ตัว/.. ทุก ๆ วัน เมื่อเข้า Z2วันที่สองเพิ่มอาหารลูกกุ้งวัยอ่อน จนกระทั่งถึงระยะ Megalopa Frippak PL ขนาด 300 mm ผสมกับ Lansy 3-MPL ในอัตราวันละ 3 ../. +ไรน้ำเค็มที่เพิ่งฟักใหม่ ๆ 0.5 ตัว/..จนกระทั้งถึงระยะ Megalopa

77.4%

5

ให้ไรน้ำเค็มที่เพิ่งฟักใหม่ ๆ 0.5 ตัว/..ทุกวันจาก ระยะ Z1จนกระทั้งถึงระยะ Megalopa

64.2%

ที่มา : Williams et al.,(1988)

 

คุณภาพของอาหาร

การใช้อาหารที่มีคุณภาพดี เป็นมาตรการหนึ่งที่สามารถลดอัตราตายของลูกปูได้มาก เมื่อลูกปูแข็งแรงโตเร็ว ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาเปลี่ยนรูปจาก Zoea เป็น Megalopa และลูกปูวัยอ่อนก็สั้นลง อัตรารอดก็จะสูงขึ้น สาเหตุหนึ่งที่อัตรารอดของลูกปูวัยอ่อนในระยะ Z1-C ต่ำก็เพราะว่าลูกปูได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตไม่เพียงพอ

 

ความหนาแน่นของอาหารในมวลน้ำ

ความหนาแน่นของอาหารในมวลน้ำในบ่ออนุบาลมีอิทธิพลต่ออัตราการกินอาหารของลูกปูในระยะต่าง ๆ  ที่ระยะ Z1- Z3 ในน้ำที่มีไรน้ำเค็ม 20 ตัว/.. ลูกปูสามารถกินอาหารได้ประมาณสามเท่าของน้ำที่มีไรน้ำเค็ม 2 ตัว/.. และสามารถกินอาหารได้มากเป็นสองเท่าลูกปูที่เลี้ยงในน้ำที่มีไรน้ำเค็ม 10 และ5 ตัว/.. ที่ระยะ Z4 - Z5 อัตราการกินอาหารของลูกปู (ในน้ำที่มีไรน้ำเค็ม 20 ตัว/.) จะต่ำกว่าลูกปูในระยะ Z1- Z3 เล็กน้อย แต่ความแตกต่างไม่มีนัยสำคัญ ผลการทดลองได้ชี้ให้เห็นว่าที่ Zoea ระยะต้น ๆ ลูกปูว่ายน้ำไม่แข็งจะกินอาหารได้ก็ต่อเมื่อกระแสน้ำได้พาอาหารเข้ามาใกล้ตัว แต่ Zoea ในระยะหลัง ๆ ลูกปูเริ่มว่ายน้ำแข็ง จึงสามารถหาอาหารกินเองได้ โดยไม่ต้องคอยให้กระแสน้ำพาอาหารมาให้ ในระยะนี้ปริมาณหรือความหนาแน่นของอาหารในมวลน้ำจึงไม่มีอิทธิพลต่ออัตราการกินอาหารของลูกปู พฤติกรรมการกินอาหารของลูกปูในลักษณะนี้ได้ชี้แนะว่า การที่ลูกปูที่เลี้ยงในน้ำที่มีอาหารไม่สมบูรณ์ได้เพิ่มอัตราการกินอาหารในระยะหลัง ก็เพื่อต้องการเพิ่มปริมาณอาหารสำรองที่มีน้อยในระยะต้น ๆ ให้มีปริมาณมากพอสำหรับใช้ในวิวัฒนาการในระยะMegalopa ลูกปูที่เลี้ยงในน้ำที่ขาดแคลนอาหารจะมีอัตราการกินอาหารต่ำกว่าลูกปูที่เลี้ยงในน้ำที่อาหารอุดมสมบูรณ์  เช่นลูกปูที่เลี้ยงในน้ำที่มีไรน้ำเค็ม 2 ตัว/..มีลูกปูเพียงสองตัวเท่านั้นที่สามารถพัฒนาผ่านระยะ Megalopaได้  และลูกปูทั้งสองตัว ได้ยึดระยะ Zoea ออกไปอีกหนึ่งขั้นเป็น Z6  ปรากฏการณ์เช่นนี้จะไม่พบในลูกปูที่เลี้ยงในน้ำที่มีอาหารสมบูรณ์  แสดงว่าในสภาวะที่ขาดแคลนอาหาร  ลูกปูทะเลจะยืดระยะวิวัฒนาการให้ยาวออกไปได้อีกเพื่อจะได้มีโอกาสสะสมอาหารให้มีพลังงานสำรองเพียงพอสำหรับใช้ในการวิวัฒนาการเปลี่ยนรูปในระยะต่อไป 

อัตราการกินอาหารของลูกปูในระยะ ต่าง ๆจะสัมพันธุ์กับช่วงการลอกคราบของลูกปู อัตราการกินของลูกปูจะสูงในระยะต้น ๆ หลังลอกคราบ  และอัตราการกินของลูกปูจะลดลงเมื่อใกล้ระยะลอกคราบ  ซึ่งจะเห็นชัดมากในระยะ Z1-M และ ในระยะ M-C  เมื่อลูกปูได้ลอกคราบเข้าสู่ระยะ Megalopa ถ้าอาหารมีเพียงพอลูกปูจะกินไรน้ำทะเลประมาณวันละ 275 ตัว และอัตราการกินอาหารให้อยู่ในระดับนี้ประมาณ 2-3 วัน หลังจากนั้นอัตราการกินอาหารของลูกปูจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด   แต่ถ้าอาหารมีน้อย เช่นในน้ำมีไรน้ำเค็มประมาณ 2-5 ตัว/..  ลูกปูจะกินไรน้ำเค็มไม่เกินวันละ 100 ตัว และจะว่ายหาไรน้ำเค็มกินตลอดมวลน้ำ  โดยที่อัตราการกินอาหารจะคงอยู่ในระดับเดิมไม่ลดลงเหมือนกรณีที่ในน้ำมีอาหารสมบูรณ์  ผลการทดลองได้ชี้ให้เห็นว่าที่ระยะ Megalopa ปริมาณของอาหารหรือความหนาแน่นของอาหารในมวลน้ำไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการจำกัดการกินอาหารของลูกปู แต่ปริมาณของอาหารที่ลูกปูกินได้ที่มีอยู่ในมวลน้ำจะมีความสำคัญมากกว่า 

ที่ระยะ Zoea ในน้ำที่มีไรน้ำเค็ม 20 ตัว/.. ลูกปูจะกินอาหารสูงสุดที่ระยะ Z3 คือจะกินไรน้ำเค็มประมาณวันละ 83 ตัว แต่ในน้ำที่มีไรน้ำเค็ม 10 และ 5 ตัว/..ลูกปูจะกินอาหารสูงสุดที่ Z5 คือกินไรน้ำเค็มประมาณวันละ 73 และ 64 ตัว ตามลำดับ ระยะ Megalopa เป็นระยะสำคัญที่สุดที่ต้องใช้พลังงานถึงร้อยละ 58-68 ของพลังงานทั้งหมดที่ ลูกปูต้องใช้ในการวิวัฒนาการเพื่อเปลี่ยนรูประหว่างระยะ Z1-C

การใช้เทคนิคที่ทำให้มวลน้ำในบ่ออนุบาลเคลื่อนไหวและผสมกันทั่วถึงและเพิ่มความหนาแน่นของอาหารในมวลน้ำ วิธนี้สามารถผลิตลูกปูขนาดเล็ก (C1) อัตรารอดร้อยละ 30

 

ความหนาแน่นของลูกปูที่เลี้ยงในบ่ออนุบาล

ความหนาแน่นของลูกปูที่เลี้ยงในบ่ออนุบาลก็มีอิทธิพลต่ออัตรารอดของลูกปูวัยอ่อน ความหนาแน่นของลูกปูระยะ Z1-C ที่นิยมเลี้ยงมีอัตราระหว่าง 25-100 ตัว/ลิตร แต่ความหนาแน่นที่เหมาะสมที่นิยมเลี้ยงอยู่ระหว่าง 25-30 ตัว/ลิตร  ถ้าเลี้ยงลูกปูที่ความหนาแน่นมาก    ปริมาณอาหารที่ต้องให้ลูกปูแต่ละวันก็มากตามส่วน  ผลเสียที่ตามมาคือปริมาณอาหารที่เหลือในบ่อและของเสียที่ลูกปูถ่ายออกแต่ละวันก็สูง  ทำให้ปริมาณของไนเตรท ไนไตร์ท และ แอมโมเนียในน้ำจะสูงตาม ถ้าสูงมาก ๆ ลูกปูจะเครียดไม่กินอาหารและตายในที่สุด  ถ้าไม่แก้ไขแบคทีเรียและไวรัสที่อยู่ในน้ำจะเจริญ  แพร่พันธุ์ทำให้ลูกปูติดเชื้อเป็นโรคได้

สำหรับลูกปูวัยอ่อนในระยะหลัง C1 ถ้าเลี้ยงที่ความหนาแน่น 10 ตัว/น้ำ1ลิตรจะมีอัตราตายประมาณร้อยละ 60 เนื่องจากพฤติกรรมการกินกันเองของลูกปู แต่ถ้าเลี้ยงที่ระดับความหนาแน่นประมาณ 5 ตัว/น้ำ1ลิตรและมีอาหารสุมบูรณ์

 

ร่มเงาสำหรับหลบซอนตัว

ลูกปูเริ่มมีพฤติกรรมกินสัตว์เป็น ๆ ในระยะ Megalopa พฤติกรรมนี้จะเห็นเด่นชัดยิ่งขึ้นในระยะที่เป็นลูกปูขนาดเล็ก ดังนั้นถ้าอาหารมีน้อย ลูกปูจะกินกันเอง ตัวที่แข็งแรงกว่าจะกินลูกปูที่อ่อนแอกว่าโดยเฉพาะลูกปูที่เพิ่งลอกคราบใหม่ ๆ  หลังระยะ C1 อัตราตายที่สูญเสียเนื่องจากปูกินกันเองของลูกปูสูงถึงร้อยละ 60 มาตรการหนึ่งที่นิยมใช้เพื่อลดอัตราการกินกันเองของลูกปูคือ จัดหาสาหร่ายเทียม อวนหรือเชือกไนลอนไว้ในบ่ออนุบาลเพื่อให้ลูกปูวัยอ่อนใช้เป็นที่เกาะหรือหลบซ่อนตัว

 

โรคของปู

โรคเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตของลูกปูวัยอ่อนจากโรงเพาะฟักมีอัตรารอดต่ำ หรือไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร  โรคที่เกิดกับลูกปูวัยอ่อนมีหลายชนิด ที่ระยะZ1- Z3 อัตราตายร้อยละ 50-70ของลูกปู สาเหตุหนึ่งเกิดจากลูกปูลอกคราบไม่ได้เพราะถูกแบคทีเรียชนิดหนึ่งทำลายไคตินที่หนามบริเวณเปลือกส่วนหัว  อีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากเชื้อรา Haliphthoros,Halocrusticida,และ Lagenidium ทำลายรยางค์หรือเกาะตามตัวทำให้ลูกปูวัยอ่อนไม่สามารถว่ายน้ำหาอาหารได้ตามปกติ  ทำให้ลูกปูอดตายหรือไม่ก็จมน้ำตายในที่สุด

มาตรการสำคัญในการแก้ปัญหาการติดเชื้อของลูกปูวัยอ่อน คือความสะอาดและสุขอนามัยของโรงเพาะฟัก ที่ต้องเริ่มจากน้ำทะเลที่นำมาใช้ในการเพาะฟัก เพราะน้ำทะเลเป็นแหล่งที่มาของแบคทีเรีย รา และไวรัสต่าง ๆ ที่เป็นต้นที่มาของโรคต่าง ๆ จุลชีพเหล่านี้จะเติบโต  ขยายพันธุ์สร้างความเสียหายให้แก่ลูกปูที่ผลิตได้ เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย  เช่นอุณหภูมิเหมาะสม อาหารสมบูรณ์  ดังนั้นน้ำทะเลและน้ำจืดก่อนที่จะนำไปใช้ในโรงเพาะฟักควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อต่าง ๆ จนแน่ใจว่าปลอดโรค

พ่อ-แม่พันธุ์แม้จะจับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็เป็นพาหะของแบคทีเรีย พาราสิต และเชื้อโรคต่าง ๆ เช่นกัน ก่อนนำมาใช้ควรนำพ่อ-แม่พันธุ์ไปเลี้ยงในน้ำที่ผ่านแสง UV หรือในน้ำที่ได้ผ่านขั้นตอนในการฆ่าเชื้อด้วยสารเคมีก่อน ไดอะตอม โรติเฟอร์ และไรน้ำเค็ม ที่ใช้เป็นอาหารของลูกปูในระยะต่าง ๆ เป็นแหล่งที่มาของแบคทีเรีย ไวรัส และพาราสิตหลายชนิด ที่อาจสร้างความเสียหายให้แก่ลูกปูวัยอ่อนได้  ก่อนที่จะนำอาหารเหล่านั้นมาใช้เลี้ยงลูกปู ควรผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อเพื่อแน่ใจว่าอาหารเหล่านั้นปลอดโรค

บ่อ ถัง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงเพาะฟัก เช่น สายยาง หินโป่รง สวิง ก็จำเป็นต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังการใช้  เจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และคนงานต่าง ๆ ก่อนเข้าไปปฏิบัติงานในโรงเพาะฟักควรใส่รองเท้าที่ทางโรงเพาะฟักจัดหาให้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจจะมากับรองเท้า   Brick (1974) สามารถผลิตลูกปูในระยะC1 มีอัตรารอดประมาณร้อยละ 41 โดยการเติม Chlorella และยาปฏิชีวนะลงในน้ำที่เลี้ยงลูกปู เหตุผลที่ใช้ Chlorella  นอกจากใช้เพื่อ เป็นอาหารของลูกปูวัยอ่อนระยะ Z1- Z3 และเป็นอาหารของ โรติเฟอร์ และไรน้ำเค็ม แล้ว Chlorella ยังสามารถผลิตสารปฏิชีวนะช่วยกำจัด แบคทีเรียและไวรัสบางชนิดในระยะแรกด้วย

 

คุณภาพของน้ำในบ่ออนุบาล

คุณภาพของน้ำในบ่ออนุบาลเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่ออัตรารอดของลูกปูวัยอ่อน การพัฒนาเทคนิคการอนุบาลลูกปูวัยอ่อนให้สามารถกำจัดน้ำเสียออกจากบ่ออนุบาลอย่างมีประสิทธิ์ เช่นการเปลี่ยนจากระบบเปิดบ่อสีเหลี่ยมมาใช้ระบบถังรูปกรวยสามารถเพิ่มอัตรารอดของลูกปูในระยะ Z1-C จากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 20  และสามารถเพิ่มอัตรารอดของลูกปูในระยะ Z1-C เป็นร้อยละ 26-41 ถ้าใช้ระบบปิดถังอนุบาลรูปกรวย เป็นต้น    การพัฒนาเทคนิคในการเปลี่ยนน้ำโดยไม่ทำให้ลูกปูเครียด เช่นการเปลี่ยนน้ำในบ่ออนุบาลให้มีน้ำใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่า การหมุนเวียนของน้ำในบ่ออนุบาลขณะที่นำเข้าบ่อก็จะกระตุ้นให้ลูกปูลูกปูลูกคราบพร้อม ๆ กันในปริมาณมากได้  เมื่อลูกปูลอกคราบพร้อมกันโอกาสที่ลูกปูจะกินกันเองก็น้อยลง

 

การขนส่งลูกปูวัยอ่อน

ลูกปูวัยอ่อนเมื่อพัฒนาถึงระยะที่ 2 (megalopa) ขนาด 4.1 .. ก็สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อ หรือในแหล่งน้ำธรรมชาติได้   การขนส่งก็สามารถบรรจุในถุงพลาสติกบรรจุออกซิเจนได้ในอัตราประมาณ 50-100 ตัวต่อน้ำ 1 ลิตร  ถ้าระยะเวลาในการขนส่งไม่เกิน 9 ชั่วโมงจะมีอัตรารอดประมาณร้อยละ 80-87 

 

การเลี้ยงลูกปูวัยอ่อนระยะ Megalopa ในบ่อดิน

ปูวัยอ่อนระยะ Megalopa สามารถว่ายน้ำหาอาหารกินได้ตามต้องการ การนำลูกปูวัยอ่อนไปเลี้ยงในกระชังอวนไนลอน หรือเลี้ยงในบ่อดินโดยตรง นั้นได้เปรียบในเรื่องเนื้อที่และความอุดมสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติ ที่มีอยู่ในบ่อดินจะช่วยลดต้นทุนในการผลิต  ทำให้การผลิตลูกปูขนาดเล็กจากไข่ในเชิงพาณิชย์มีความเป็นไปได้สูงขึ้น

 

การเลี้ยงลูกปูขนาดเล็กในบ่อดิน

ในระยะหลัง C1 อัตราตายของลูกปูวัยอ่อนค่อนข้างสูง คือประมาณร้อยละ 60 หรือมากกว่านั้น  สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากพฤติกรรมการกินกันเองของปู ถ้าพื้นที่ ๆ ใช้เลี้ยงปูจำกัดหรืออาหารขาดแคลนลูกปูจะกินปูด้วยกันถ้าอีกฝ่ายหนึ่งอ่อนแอกว่า มาตรการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาอัตรารอดต่ำของของลูกปูวัยอ่อนระยะหลัง C1 นั้นก็คือ นำลูกปูขนาดเล็กระยะหลัง C1 ไปเลี้ยงในกระชัง หรือในบ่อดินที่มีเนื้อที่มากและมีอาหารธรรมชาติสมบูรณ์กว่า เป็นทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มอัตรารอดในการผลิตลูกปู ระยะหลัง C1 ในเชิงพาณิชย์ได้

 

การอนุรักษ์ทรัพยากรปูทะเล

สาเหตุที่ทำให้ปูทะเลของไทยที่เคยมีอุดมได้ลดน้อยลงอย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้นมีสี่ประการ

·                ป่าชายเลนที่ปูทะเลใช้อยู่อาศัยถูกทำลาย

·                เครื่องมือที่ชาวประมงใช้จับปูมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

·                กฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ปูทะเลที่มีอยู่ล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพในการใช้บังคับในทางปฏิบัติ

·                ปูทะเลที่มีอยู่ถูกชาวประมงจับใช้แต่ละปีมากกว่าปริมาณปูรุ่นใหม่ที่เกิดทดแทนตามธรรมชาติ

 

ป่าชายเลนถิ่นที่อยู่อาศัยของปูทะเลลดน้อยลง

ลูกปูวัยอ่อนหลังจากฟักเป็นตัวและได้ผ่านขั้นตอนการวิวัฒนาการจาก Zoea และ Megalopa จนกระทั่งเป็นลูกปูขนาดเล็กแล้วจึงจะเดินทางเข้าไปอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำกร่อยและป่าชายเลน ถิ่นเดิมที่พ่อ-แม่ปูเคยอยู่อาศัย ลูกปูขนาด 2-8 ..จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่หากินและอาศัยอยู่ในป่าชายเลน ส่วนปูทะเลขนาด 8-15 ซม จะเดินทางเข้า-ออกเพื่อหาอาหารในป่าชายเลนในช่วงน้ำขึ้นและลง

ปัจจุบันป่าชายเลนแหล่งที่ลูกปูทะเลขนาดเล็ก ปูวัยรุ่น และปูเต็มวัยใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงตัวที่เคยมีจำนวนมากในอดีตได้ถูกทำลายมีเหลือให้เป็นที่อยู่อาศัยของปูทะเลจำนวนไม่มากนัก เมื่อปี 2504 ประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 2,299,375 ไร่ ได้ลดลงเหลือประมาณ 1,054,269 ไร่ ในปี 2536  อัตราลดของป่าไม้ชายเลนโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 10% ป่าชายเลนนอกจากเป็นที่อยู่อาศัยของปูทะเลแล้วยังมีอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ที่สามารถผลิตปูทะเลได้ประมาณปีละ 29.12 ../ไร่

 

เครื่องมือประมงที่ใช้จับปูทะเลมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

 ก่อนปี 2530 เครื่องมือจับปูส่วนใหญ่ที่นิยมใช้จับปูได้แก่ ไซนอน ไซหนู เชงเลงราว จั่น และแร้ว  เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือพื้นบ้านที่มีความสามารถในการจับปูไม่สูงนัก  ในราวปี 2535 ได้มีการนำเอาลอบพับ (collapsible trap) มาใช้จับปูทะเล ลอบพับเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจับปู (Catch/Unit effort) สูงกว่าเครื่องประจำที่อื่น ๆ ประมาณ 2-3 เท่าตัว สามารถพับเก็บได้ สะดวกในการขนย้ายไม่กินเนื้อที่ ขนาดตาอวนที่ใช้มีขนาดตาประมาณ 2.5 .. สามารถจับปูได้ตั้งแต่ ขนาด 3 .. (ความกว้างของกระดอง) ขึ้นไป   ปัจจุบันการจับปูทะเลเคยเป็นเพียงอาชีพเสริมที่ผู้หญิงหรือเด็กทำเพื่อหารายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัวก็กลายเป็นอาชีพหลักของชาวประมงพื้นบ้านบางกลุ่ม    เนื่องจากแหล่งที่จับปูทะเลนั้นส่วนใหญ่อยู่ใกล้ฝั่ง หรือไม่ก็ตามป่าเลน ทำให้สามารถจับปูทะเลได้ทุกฤดูกาล  เมื่อชาวประมงที่จับปูมีจำนวนเพิ่มขึ้น เครื่องมือจับปูมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เมื่อไม่มีมาตรการที่รัดกุมควบคุม ชาวประมงก็จับทุกขนาดแม้แต่ปูขนาดเล็กที่ควรมีโอกาสเจริญเติบโตเพื่อสืบพันธุ์  เมื่อเป็นเช่นนี้  ทรัพยากรปูทะเลที่มีอยู่แต่ละจังหวัดก็ย่อมลดน้อยลง

 

กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน มี พระราชบัญญัติประมง พ.. 2490 มาตรา 32 (7) ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดโดยอนุมัติรัฐมนตรีเฉพาะในเขตท้องที่ของตน กำหนดมาตรการที่เหมาะสม ตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพยากรและอนุรักษ์พันธ์สัตว์น้ำ เช่นการกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามทำการประมง และกำหนดฤดูห้ามจับสัตว์น้ำเป็นต้น กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ใช้อาศัย พ...ประมง 2490 มาตรา 32(7) นี้ ประกาศห้ามชาวประมงทำการประมงปูไข่นอกกระดองดังมีรายละเอียดดังนี้

“โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 32(7) แห่งพระราชบัญญัติประมง พ.. 2490 ห้ามมิให้บุคคลใดทำการประมงปูทะเลไม่ว่าด้วยวิธีใดแก่ปูที่มีใข่นอกกระดองภายในระยะเวลาเดือน ตุลาคม-ธันวาคม ของทุกปี ปูที่ห้ามจับมี สามชนิดได้แก่ปูทะเล (Scylla serrata Forskal) ปูม้า (Portunus pelagicus Linnaeus) และปูลาย (Charybdis ferriatus Linnaeus)  อนึ่งประกาศฉบับนี้มิได้ใช้บังคับแก่การกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อการทดลองค้นคว้าในทางวิชาการซึ่งได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากกรมประมง”

 ประกาศเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.. 2506 การห้ามจับปูทะเลไข่นอกกระดองตามประกาศของกระทรวงฉบับนี้ นอกจากจะไม่ค่อยสอดคล้องฤดูที่ปูมีไข่นอกกระดองแล้ว

 

ปูทะเลถูกจับมากเกินไป

ปูทะเลถูกจับมากจนเกินกำลังที่ปูจะเกิดทดแทนได้ตามธรรมชาติ ในช่วงระหว่าง 10 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าปริมาณปูทะเลที่ขึ้นที่แพปูทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 7.4 ก็ตาม แต่ปริมาณปูที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลจากมีจำนวนชาวประมงจับปูทะเลเพิ่มขึ้น เครื่องมือประมงที่ใช้ในการจับปูทะเลก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ผลผลิตต่อชั่วโมงที่ลดลง และขนาดปูทะเลที่จับได้โดยเฉลี่ยลดลง ปูขนาดเล็กที่ถูกจับมีปริมาณมากขึ้น เป็นดัชนีชี้ให้เห็นเด่นชัดว่าสถานภาพการประมงปูทะเลที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นอยู่ในสภาพที่มีการจับปูเกินกำลังผลิตทดแทนที่เป็นไปตามธรรมชาติ (over fishing) จำเป็นต้องนำมาตรการที่เหมาะสมมาใช้เพื่อการใช้ทรัพยากรปูทะเลเป็นไปอย่างเหมาะสม และยั่งยืน

แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรปูทะเล

มาตรการและแนวทางที่เหมาะสม เพื่อใช้อนุรักษ์ทรัพยากรปูทะเลที่มีอยู่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน มีดังนี้

 

ปรับปรุงแก้ไข กฎหมายประมงให้มีผลบังคับในทางปฏิบัติ

                เนื่องจาก ประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันที่ 11 กรกฏาคม พ.. 2506 ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีผลในการอนุรักษ์ทรัพยากรปูทะเลในทางปฏิบัติเท่าที่ควร รัฐควรแก้ไขประกาศดังกล่าวให้ทันต่อเหตุการณ์และมีผลในทางอนุรักษ์ เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรปูทะเลให้คืนสภาพโดยเร็ว มาตรการที่ควรแก้ไขและเพิ่มเติมคือ

                กำหนดขนาดของปูทะเล : การกำหนดขนาดของปูทะเลที่อนุญาตให้ชาวประมงจับเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่หลายประเทศได้นำไปใช้ ในการอนุรักษ์ปูทะเล เช่น  ฟิจิ ห้ามจับปูทะเลที่มีความกว้างของกระดองต่ำกว่า 12 .. ที่ออสเตรเลียขนาดปูที่ชาวประมงจับต้องมีความกว้างของกระดองไม่ต่ำกว่า 13-15.. แต่จะเป็นขนาดไหนนั้น ให้อยู่ในดุลยพินิจของแต่ละรัฐตามที่เห็นสมควร แต่ต้องแน่ใจว่าขนาดที่กำหนดให้จับได้นั้น ต้องเป็นปูที่ได้พ้นวัยเจริญพันธุ์แล้วและมีโอกาสผสมพันธุ์หรือวางไข่แล้วครั้งหนึ่ง   แต่ก็มีบางท่านไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ เพราะเชื่อว่าปูเพศเมียแม่หนึ่งมีไข่จำนวนมาก ถ้าปูทะเลแม่หนึ่งมีโอกาสได้วางไข่ ก็สามารถมีปูรุ่นใหม่ ปริมาณมากที่สามารถทดแทนปูที่ถูกจับได้ การอนุรักษ์ปูทะเลเพศเมียเอาไว้มาก ๆ ทำให้สูญเสียโอกาสการใช้ทรัพยากร อีกประการหนึ่งปูทะเลมีช่วงชีวิตประมาณ 3-3.5 ปี การอนุรักษ์ปูทะเลขนาดใหญ่ไว้มาก ๆ ทำให้มีการแย่งที่อยู่อาศัยและอาหาร ทำให้อัตรารอดของปูแต่ละรุ่นที่เกิดทดแทนตามธรรมชาตินั้นน้อยลง

สำหรับประเทศไทย การกำหนดขนาดปูทะเลเพื่อห้ามจับปูขนาดเล็กเป็นมาตรการหนึ่ง ที่น่าจะนำมาใช้ เพราะปูที่ชาวประมงจับทั้งฝั่งทะเลตะวันออก ฝั่งทะเลตะวันตกและฝั่งทะเลอันดามันในปัจจุบันประมาณร้อยละ 86.54 เป็นที่มีขนาดต่ำกว่า 9 ..  เนื่องจากปูทะเลในอ่าวไทยและทางฝั่งทะเลอันดามันนั้นจะเติบโตถึงวัยเจริญพันธุ์ครั้งแรกเมื่อมีขนาดระหว่าง 8.4-11.5 ..  การห้ามจับปูทะเลที่มีขนาดต่ำกว่า 9 .. นับว่าเหมาะสมเพราะอย่างน้อยปูทะเลส่วนหนึ่งจะได้มีโอกาสได้ผสมพันธุ์และวางไข่  ออกลูกออกหลานทดแทนส่วนที่ถูกชาวประมงจับกินจับใช้ไป

            กำหนดชนิดและปริมาณของเครื่องมือทำการประมง : การกำหนดชนิดและปริมาณของเครื่องมือประมงที่ใช้จับปูเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่นิยมใช้ ที่ รัฐควีนแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยรัฐจะใช้วิธีกำหนดจำนวนลอบที่ชาวประมงแต่ละคนใช้จับปู  คือชาวประมงคนหนึ่งจะมีลอบจับปูได้ไม่เกิน 50 ลูก สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 สามารถมีลอบดักปูได้ไม่เกิน 4 ลูก  เพื่อป้องกันการแอบอ้างนำเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15  ปีไปใช้สิทธิ์ในการมีลอบจับปูเพิ่มขึ้น

  กำหนดขนาดตาอวนของลอบพับ  :  ปัจจุบันประมาณร้อยละ 87.39 ของปูที่จับได้ทั้งหมด   เป็นปูที่จับได้ด้วยลอบพับซึ่งมีตาอวนขนาดประมาณ 1 นิ้ว เป็นเครื่องมือที่สามารถจับปูทะเลได้เกือบทุกขนาดแม้แต่ปูขนาด 3.5 .. หรือเล็กว่านั้น การกำหนดขนาดตาของลอบพับน่าจะเป็นมาตราการหนึ่งที่รัฐบาลควรจะนำไปพิจารณา เพื่อให้ปูขนาดเล็กมีโอกาสเติบโตเป็นปูเต็มวัยมากขึ้น

 

มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อลดการทำลายป่าชายเลน 

                เนื่องจากป่าชายเลนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอาหารของปูทะเลที่มีอยู่ธรรมชาติ  จำเป็นต้องมีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนที่ถูกทำลายไปนั้น ให้ฟื้นคืนดังเดิม   มาตรการที่เหมาะสมมีดังนี้

 

รณรงค์ส่งเสริมให้มีการปลูกป่าชายเลนให้เป็นรูปธรรม : ปัจจุบันมีหน่วยราชการและองค์การเอกชนหลายแห่งได้ร่วมมือกันปลูกป่าชายเลนตามพ...สวนป่า 2535 ของกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มากขึ้น ทำให้ป่าชายเลนหลายแห่งได้ฟื้นคืนได้ในระดับหนึ่ง เช่น ตำบลคลองโคน และ ตำบลแหลมใหญ่ จังหวัดสมุทรสงคราม   ที่ตำบลหัวเขา จังหวัดสงขลา และที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เป็นต้น  เป็นที่น่ายินดีที่ป่าชายเลนที่ปลูกใหม่นั้น แม้จะเป็นป่าที่เพิ่งปลูกมีอายุเพียง 1 ปี

 

ปลูกฝังความรับผิดชอบและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรปูทะเลให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น

            รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันที่ใช้มาตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2540 เป็นต้นมานั้น ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ประมาณ 10 มาตรา  คือ

·                 มาตรา 46  

ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักของความสมดุลย์และยั่งยืน ใช้อย่างประหยัด และ รู้คุณค่า ในขณะเดียวกันจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย เช่นพ...ป่าไม้, ...ประมง, ...อุทยานแห่งชาติ มาตรานี้ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่น  จึงกำหนดให้ชุมชนต้องรักษาและฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมิให้สูญหาย รู้จักใช้ทรัพยากร ธรรมชาติที่มีอยู่อย่างประหยัด และรู้คุณค่า   

·                 มาตรา 56-62 (เว้นมาตรา 57)

ได้พูดถึงสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ     กล่าวคือ ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือท้องถิ่นจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ อันอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ บุคคลมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการหรือองค์กรของรัฐได้ ถ้าหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 56

·                 มาตรา 69

รัฐธรรมนูญได้กำหนดหน้าที่ของประชาชนชาวไทยไว้หลายประการรวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

·                 มาตรา 79 

ได้กำหนดให้รัฐต้องสนับสนุนประชาชนให้มีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ

·                 มาตรา 290

ได้กำหนดหน้าที่ขององค์กรท้องถิ่น เช่น อ... มีหน้าที่จัดการบำรุงรักษา และ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติในเขตพื้นที่ของตน และ นอกเขตพื้นที่ของตนด้วยถ้าคาดว่าการไม่รักษาทรัพยากรธรรมชาตินั้น คาดว่าอาจเกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

 

ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน อ... และประชาชนในท้องถิ่น จะมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้การอนุรักษ์พื้นฟู ทรัพยากรปูทะเลในแต่ละท้องถิ่นเป็น รูปธรรมเร็วขึ้น ดังนั้นรัฐและองค์กรเอกชนต่าง ๆ ควรให้ความรู้ ความเข้าใจ  ปลูกฝังความรับผิดชอบและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรปูทะเลให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน นักเรียนและประชาชนในท้องถิ่นให้ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรปูทะเล ภายใต้กรอบกฎหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน



Page : 1 2 3 4 5 6
Print Page Top


  If you have any question please, contact : info@crab-trf.com
© Copyright 2005 - All rights Reserved by : Artty.