ปูทะเลจะลอกคราบเร็วขึ้นถ้ามีกลไกอย่างไดอย่างหนึ่งไปกระตุ้นให้เอกซ์-ออร์แกนผลิตฮอร์โมนลอกคราบและส่งไปยังเป้าหมายในปริมาณที่สูงกว่าฮอร์โมนยับยั้งการลอกคราบ เช่นการสูญเสียรยางค์ หรือการตัดก้านตาที่ทำให้ฮอร์โมนยับยั้งการลอกคราบที่วาย-ออร์แกนผลิตถูกตัดขาดจากระบบไม่สามารถเดินทางไปยังเป้าหมายได้เป็นต้น ลือชัย (2529) ได้ทำการศึกษาการลอกคราบของปูที่ตัดก้านตาและไม่ตัดก้านตา ปรากฏว่าระยะการลอกคราบของปูที่ตัดก้านตากับปูที่ไม่ตัดก้านตาไม่แตกต่างกัน อาจเป็นไปได้ว่าการศึกษาครั้งนั้นอาจจะมีตัวแปรบางอย่างที่ลือชัย (2529) ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปูที่นำมาตัดตาและปูที่ไม่ตัดตานั้นแม้จะอยู่ในระยะที่ 4 (stage C) เหมือนกันแต่ปูเหล่านั้นแต่ละตัว อาจมี ระดับของMIHฮอร์โมนในเลือดแตกต่างกัน จึงทำให้ผลที่ได้แม้จะมีแนวโน้มว่าแตกต่างกันแต่ก็ไม่มีนัยสำคัญ
ปูเพศเมียที่ผสมพันธุ์แล้วจะไม่ลอกคราบจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว เพราะพลังงานที่ปูสะสมไว้ในระยะหลังจากที่ได้รับน้ำเชื้อตัวผู้จะถูกนำไปใช้สร้างรังไข่และการพัฒนาของไข่ ช่วงที่รังไข่กำลังพัฒนานั้นระบบประสาทส่วนกลางจะส่งสัญญาณให้วาย-ออร์แกนผลิตฮอร์โมนยับยั้งการลอกคราบออกมาในระดับที่มากพอที่จะหน่วงเหนี่ยวให้ปูที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้วไม่ลอกคราบจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว
ปูที่มีพาราสิตเกาะตามตัวหรือตามรยางค์ต่างๆ การลอกคราบจะถูกหน่วงเหนี่ยว ถ้าปริมาณอินทรีย์สารที่เก็บสำรองไว้ได้ถูกพาราสิตเช่น Sacculina หรือเพรียง เกาะตามตัวหรือตามรยางค์ต่าง ๆ
ปูที่สูญเสียรยางค์ การสูญเสียรยางค์จะเหนี่ยวนำให้เกิดขบวนการงอกใหม่ (Autotomy) ของรยางค์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เอกซ์-ออร์แกนผลิตฮอร์โมนลอกคราบเข้าสู่ระบบเลือดเพื่อส่งไปยังเป้าหมาย ทำให้ปูลอกคราบเร็วขึ้นเพื่อสร้างรยางค์ทดแทนส่วนที่สูญเสียไป จำนวนรยางค์ที่สูญเสียและระยะปูทะเลมีผลต่อช่วงการลอกคราบเหมือนกัน เช่นปูที่อยู่ในระยะเปลือกแข็ง ถ้าเสียรยางค์ประมาณ 4-5 อันพร้อมกันก็จะทำให้ช่วงการลอกคราบสั้นลง
ปัจจุบันเกษตรกรได้นำเอาความรู้นี้ไปใช้ในการผลิตปูนิ่มซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เช่น การตัดขาเดินของปูทิ้ง 4 คู่ให้เหลือแต่ขาว่ายน้ำคู่สุดท้าย จะทำให้ปูนั้นลอกคราบเร็วขึ้น ตามปกติปูในระยะเปลือกแข็งที่มีความกว้างของกระดองประมาณ 8-9 ซ.ม.จะต้องใช้เวลาประมาณ 35-40 วันถึงจะลอกคราบเป็นปูนิ่ม แต่เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีตัดขาให้เหลือแต่ขาว่ายน้ำคู่สุดท้าย ระยะเวลาลอกคราบของปูจะสั้นลงเหลือประมาณ 20-25 วัน
ปูที่ได้รับอาหารไม่เพียงพอ ปริมาณและคุณภาพของอาหารที่ปูทะเลกิน ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อช่วงการลอกคราบของปูทะเล ปูที่ได้รับอาหารไม่เพียงพอ หรืออาหารที่กินไม่มีคุณภาพจะไม่มีอินทรีย์สาร โปรตีน และคาร์โบไฮเดรทสำรองเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการลอกคราบได้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่หน่วงเหนี่ยวการลอกคราบทำให้ปูลอกคราบช้ากว่าปกติ
การงอกใหม่ของรยางค์ (Regeneration)
ปูทะเลมีความสามารถที่จะสลัดรยางค์อันใดอันหนึ่งหรือหลายอันทิ้งเพื่อหนีภัยโดยที่ตัวเองไม่เป็นอันตราย ปูจะสามารถสร้างรยางค์ขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนรยางค์ที่หลุดหรือสูญหายได้โดยไม่ต้องผ่านขบวนการลอกคราบ แต่ตำแหน่งที่รยางค์หลุดนั้นจะต้องเป็นบริเวณรอยต่อ ที่ฐานปล่องที่ 1 (coxa) เท่านั้น ถ้าตำแหน่งที่หลุดนั้นไม่ใช่บริเวณดังกล่าวพื้นที่หน้าตัดไม่เรียบ รยางค์นั้นจะไม่สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้
ระยะเวลาในการลอกคราบของปูที่สูญเสียรยางค์ ปูทะเลขนาดความกว้างกระดองเฉลี่ยระหว่าง 8.5-11.4 ซ.ม. เมื่อสูญเสียรยางค์อันใดอันหนึ่ง ปูจะลอกคราบมีรยางค์ครบเหมือนเดิมภายในระยะเวลา 54-117 วัน
ลักษณะและขนาดของรยางค์ที่งอกใหม่
รยางค์ที่งอกใหม่ในระยะแรกจะเป็นติ่งเล็ก ๆ สีดำคล้ำอยู่ภายในถุงใสบาง ๆ และจะค่อย ๆ พัฒนามีขนาดใหญ่ขึ้นในระยะต่อมา ระยะนี้รยางค์ที่งอกใหม่จะมีลักษณะเป็นขาหรือก้ามขนาดเล็ก ๆ สีส้ม งอพับอยู่ในถุงอ่อนนิ่ม และจะมีลักษณะเหมือนรยางค์เดิมทุกประการเมื่อโตเต็มที่ รยางค์ที่งอกใหม่จะมีขนาดเล็กกว่าเดิมแต่จะมีขนาดเท่าเดิมหรือใหญ่กว่าเดิมเมื่อปูได้ผ่านการลอกคราบครั้งต่อไป เช่น ก้าม ถ้าเป็นปูเพศผู้หลังจากลอกคราบแล้วขนาดของก้ามจะใหญ่กว่าเดิมประมาณร้อยละ 57.14 ถ้าเป็นปูเพศเมียขนาดของก้ามจะใหญ่กว่าเดิมประมาณร้อยละ 17.14 ในกรณีที่มีการตัดก้านตาเพื่อเร่งให้ปูวางไข่หรือเร่งให้ปูลอกคราบ แม้ปูจะสามารถสร้างก้านตาขึ้นมาใหม่ได้ก็ตามแต่ตาปูที่สร้างใหม่จะไม่มีตาดำ
พฤติกรรมการกินอาหาร
ชนิดอาหาร
ปูทะเลเป็นสัตว์ที่กินสัตว์มีชีวิตและสัตว์ที่ตายแล้ว อาหารของปูทะเลในธรรมชาติได้แก่หอยฝาเดียว เช่น หอยขมทะเล (Littorina spp.) หอยขี้นก หอยสองฝาได้แก่หอยกะพง หอยแมลงภู่ กุ้ง กั้ง ปู เช่น ปูก้ามดาบ (Uca spp.) ปูแสม (Sesarma spp.) พวกปลาได้แก่ปลาตีน อีคุด และอีกง ไส้เดือนทะเล และตัวอ่อนของแมลงต่าง ๆ ที่บริเวณป่าชายเลนคลองหงาว จังหวัดระนอง ปูทะเลจะกินสัตว์พวกกุ้ง-ปูที่มีอยู่ในแหล่งธรรมชาติเป็นอาหารหลัก หอยและปลาเป็นอันดับรอง
พฤติกรรมการหาอาหาร
ปูทะเลชอบหากินในเวลากลางคืน (nocturnal) ในเวลากลางวันปูทะเลจะหมกตัวอยู่ในน้ำใต้พื้นทรายหรือในโคลนและจะแสดงอาการโกรธเมื่อถูก รบกวน ในเวลากลางวันปูจะกินอาหารในช่วงเวลาระหว่าง 9.00-10.00 น. และระหว่าง 16.00 -17.00 น. ในเวลากลางคืนปูจะออกจากที่หลบซ่อนหลังจากดวงอาทิตย์ตกประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อล่าเหยื่อ และ เข้าที่หลบซ่อนก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น
ปูแต่ละวัยหากินในบริเวณและแหล่งที่ต่างกัน ปูขนาด 2.0-7.0 ซ.ม.จะหากินในบริเวณป่าเลนและอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ขณะที่น้ำทะเลลดลง ปูวัยรุ่นขนาด 7.0-15.0 ซ.ม. จะขึ้นมาหากินในบริเวณป่าเลนและเดินทางกลับออกทะเลในขณะที่น้ำลง ส่วนปูโตเต็มวัยขนาดตั้งแต่ 15.0 ซ.ม. ขึ้นไปจะหากินในแนวระดับน้ำขึ้นลง แต่ส่วนใหญ่จะหากินอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าแนวน้ำลงต่ำสุด (sub-tidal level)
พฤติกรรมการกินอาหาร
ปูทะเลจะใช้ขาคู่หน้าซึ่งมีขนาดใหญ่ แหลมคมและแข็งแรงจับอาหารแล้วส่งเข้าปากโดยผ่าน maxilliped ที่ทำหน้าที่คล้ายบานประตูกันไม่ให้อาหารชิ้นเล็ก ๆ หลุดจากปาก อาหารจะถูก mandible บดเคี้ยวเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนที่จะส่งผ่านช่องคอไปยังกระเพาะ ตามผนังของกระเพาะจะมีกระดูกอ่อนลักษณะคล้ายฟันทำหน้าที่บดย่อยอาหารโดยมีน้ำย่อยจากตับอ่อน (hepatopancrease) มาช่วยย่อย อาหารที่ย่อยแล้วจะซึมผ่านผนังของลำไส้ทางเส้นเลือดที่มีอยู่รอบ ๆ กะเพาะและลำไส้ เพื่อไปเลี้ยงส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
การหาอาหารและล่าเหยื่อ
ปูมีตาที่สามารถมองได้รอบทิศ เมื่อพบเหยื่อ ปูจะหยุดนิ่ง อ้าก้ามชูไว้เหนือพื้นดิน เมื่อมีกุ้ง กั้ง และ ปลาผ่าน ปูก็จะใช้ก้ามจับหรือหนีบเหยื่อไว้ ถ้าเหยื่อสามารถเคลื่อนไหว ว่องไว เช่นปูแสม ปูจะไล่จับโดยใช้ก้ามและขาเดินคู่ที่หนึ่งจับอาหารไว้แล้วใช้ก้ามฉีกเนื้อเป็นชิ้น เล็ก ๆ ป้อนเข้าปาก ถ้าเหยื่อมีขนาดเล็ก ปูจะใช้ maxilliped คู่ที่สาม จับเหยื่อประคองไว้ แล้วใช้ mandible กัดเหยื่อเป็นชื้นเล็ก ๆ ขนาด 3-4 ซ.ม. หรือหนาประมาณ 1-2 ซ.ม. ก่อนที่จะกลืนเข้าไปในกระเพาะเพื่อย่อยต่อไป กากอาหารที่ไม่ย่อยจะส่งผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ และถ่ายออกทางปล้องสุดท้ายของจับปิ้ง ถ้าเป็นหอยที่มีเปลือกแข็ง เช่นหอยขมทะเล ปูจะใช้ก้ามบีบส่วนที่เป็นเปลือกให้แตกก่อนแล้วกัดแทะเนื้อไปเรื่อย ๆ สำหรับหอยหอยขี้นก ปูทะเลจะใช้ก้ามคีบตัวหอยไว้ แล้วพยายามกัดแทะเนื้อกินขณะที่หอยยื่นเท้า (foot) ออกมา
สำหรับอาหารที่เป็นสัตว์ที่ตายแล้ว ปูจะใช้เซลล์ประสาทที่มีอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น หนวด ที่บริเวณปาก และที่ส่วนปลายของขาเดิน (dactyl) ทั้ง 5 คู่ทำหน้าที่สัมผัสช่วยในการหาอาหาร ขาเดินส่วนนี้มีประสาท Chemoreceptor ที่สามารถรับรู้รสและกลิ่นได้ ด้วยการกระตุ้นของสารเคมีที่ปลายประสาท เซลล์ประสาทส่วนนี้จะบอกให้ปูทราบว่าสิ่งใดกินได้หรือสิ่งใดกินไม่ได้ ถ้ากินได้ปูก็จะจับสิ่งนั้นเข้าปาก ขณะที่ผ่านเข้าปาก อวัยวะต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของปากจะทำหน้าที่ตัดสินอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งนั้นพอจะเป็นอาหารได้หรือไม่
ถ้าเป็นอาหารได้ก็จะกลืนเข้าคอหอยต่อไป หลังจากกินอาหารอิ่มแล้วปูจะนอนพักผ่อน ปูจะทำการล่าเหยื่ออีกครั้งหนึ่งเมื่อหิว โดยทั่วไปช่วงระยะในการกินอาหารแต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 3-5 ชั่วโมง ปกติแล้วปูทะเลชอบไล่จับอาหารที่มีการเคลื่อนที่มากกว่าพวกที่เคลื่อนที่ช้าหรือที่อยู่กับที่ ถ้ามีโอกาสเลือกปูจะเลือกกินอาหารที่มีขนาดใหญ่เสมอ
อัตราการย่อยอาหาร
ถ้าเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อกุ้ง ปูจะสามารถย่อยได้ประมาณ 78 % ภายใน 4 ชั่วโมง ถ้าเป็นเนื้อปลากุ้งจะสามารถย่อได้ประมาณ 96% ในระยะเวลา 4 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นอาหารประเภทย่อยยาก เช่นเปลือกกุ้ง ก้างปลา เปลือกหอย จะต้องใช้เวลาประมาณ 2-6 วัน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการหายใจและการขับถ่ายของปูทะเล
ปริมาณออกซิเจนที่ปูใช้ในการหายใจและปริมาณไนโตรเจนที่ปูขับถ่ายออก เป็นดัชนีที่สะท้อนให้เห็นการใช้โปรตีนและพลังงาน และการตอบสนองทางด้านสรีรวิทยาของปูทะเลที่มีต่อสิ่งแวดล้อมที่ปูอาศัย อุณหภูมิและความเค็มนอกจากจะมีอิทธิพลต่อการใช้ออกซิเจนและการขับถ่ายยูเรีย-ไนโตรเจน อินทรีย์-ไนโตรเจนแล้ว อุณหภูมิและความเค็มยังมีอิทธิพลร่วมกัน (interaction) ต่อการหายใจและการขับถ่ายของปูทะเลด้วย
ออกซิเจน
ที่อุณหภูมิ 22, 27,และ 32 องศาเซลเซียส ความเค็มระหว่าง 15-25 ส่วนในพันปูจะใช้ออกซิเจนน้อยลงเมื่อความเค็มสูงขึ้น ที่อุณหภูมิ 22-27 องศาเซลเซียส ความเค็มระหว่าง 25-30 ส่วนในพันปูจะใช้ออกซิเจนน้อยกว่าปูที่เลี้ยงในน้ำที่มีความเค็มระหว่าง 15-20 ส่วนในพัน ที่อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส ความเค็ม 30 ส่วนในพัน ปูใช้ออกซิเจนประมาณ 0.224 มิลลิกรัม/กรัม/ชั่วโมงสูงกว่าที่อุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียส ถึง 8 เท่าตัว ที่ความเค็ม25-30ส่วนในพันปูใช้ออกซิเจนต่ำกว่าที่ความเค็ม 15-20 ส่วนในพันแสดงว่าที่ความเค็ม 25-30 ส่วนในพัน
ปูทะเลใช้พลังงานในการควบคุมความเข้มข้นของเกลือแร่ในร่างให้คงที่ไม่มากนักเป็นระดับความเค็มที่ปูมีความเข้มข้นของเกลือแร่ในร่างกายเท่ากับหรือใกล้เคียงกับความเข้มข้นของน้ำทะเลรอบตัว (Isosmotic point) ที่อุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส ระดับที่ความเข้มข้นของเกลือแร่และน้ำในเลือดของปูทะเลเท่ากับสิ่งแวดล้อมจะมีค่าเท่ากับ 970 mOsm/kg. ระดับที่ความเข้มข้นของเกลือแร่ในเลือดปูทะเลเท่ากับหรือใกล้เคียงกับความเข้มข้นของน้ำทะเลรอบตัวนั้นควรจะอยู่ที่ความเค็มระหว่าง 25-30 ส่วนในพัน
ไนโตรเจน
แอมโมเนีย-ไนโตรเจนที่ปูขับถ่ายจะลดลงเมื่ออุณหภูมิและความเค็มสูงขึ้น ที่ความเค็ม 15, 20, 25, และ30 ส่วนในพัน ปูขับถ่ายแอมโมเนีย-ไนโตรเจนประมาณร้อยละ 80.2, 75.6, 67.2 และ 56.6 ตามลำดับ ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจนที่ปูขับถ่ายที่ความเค็ม 25-30 ส่วนในพันจะน้อยกว่าที่ความเค็ม 15-20 ส่วนในพัน อย่างมีนัยสำคัญ (P > 0.05) ที่ความเค็ม 30 ส่วนในพันอุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจนที่ปูขับถ่ายมีประมาณ 26 ไมโครกรัม/กรัม/ชั่วโมงสูงกว่าที่อุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียส 4.5 เท่า
ปริมาณยูเรีย-ไนโตรเจน อินทรีย์-ไนโตรเจน และ ไนโตรเจนรวมที่ปูทะเลขับออกจะมีปริมาณสูงขึ้นเมื่ออุณหภูมิและความเค็มสูงขึ้น ที่อุณหภูมิ 16, 22, 27, และ 32 องศาเซลเซียสความเค็มระหว่าง 15-30 ส่วนในพัน ปริมาณของยูเรีย-ไนโตรเจนที่ปูขับถ่ายออกจะสูงขึ้นเมื่อความเค็มสูงขึ้น ที่อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียสความเค็ม 30 ส่วนในพัน ปริมาณยูเรีย-ไนโตรเจนที่ปูขับถ่ายเท่ากับ 15 ไมโครกรัม/กรัม/ชั่วโมงสูงกว่าที่อุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียส ถึง 5.3 เท่าตัว ที่ความเค็มระหว่าง 15-25 ส่วนในพัน
ปริมาณของอินทรีย์-ไนโตรเจนที่ปูขับถ่ายจะน้อยลงเมื่อความเค็มน้อยลง แต่จะเพิ่มขึ้นที่ความเค็มระหว่าง 25-30 ส่วนในพัน ที่อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียสความเค็ม 30 ส่วนในพัน อินทรีย์-ไนโตรเจนที่ปูขับถ่ายเท่ากับ 9 ไมโครกรัม/ กรัม./ชั่วโมง สูงกว่าที่อุณหภูมิ 16 0เซลเซียส ถึง 7.1 เท่าตัว ที่ความเค็ม 30, 25, 20, และ 15 ส่วนในพัน ปูทะเลจะขับอินทรีย์ไนโตรเจนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดอะมิโน ประมาณร้อยละ 16.3, 12.8, 12.0, และ15.6 ตามลำดับ
ที่อุณหภูมิ 16, 22, 27, และ 32 องศาเซลเซียส ปริมาณไนโตรเจนรวมที่ปูขับถ่ายออกจะสูงขึ้นที่ความเค็ม15 ส่วนในพัน และสูงกว่าที่ความเค็ม 25 ส่วนในพันอย่างมีนัยสำคัญ ในน้ำที่มีความเค็ม 30 ส่วนในพันอุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส ปูจะขับถ่ายไนโตรเจนรวมออกประมาณ 49 ไมโครกรัม/กรัม/ชั่วโมง สูงกว่าปริมาณไนโตรเจนรวมปูขับออกที่อุณหภูมิ 16 องศา เซลเซียส ประมาณ 5.6 เท่า
การเกิดของปูรุ่นใหม่
แม้ว่าปูทะเลจะวางไข่ตลอดปี แต่จะมียู่ 2 ช่วง ที่มีลูกปูเกิดจำนวนมาก
ช่วงแรกอยู่ในราวเดือนมิถุนายน ช่วงนี้จะมีปูเพศผู้ประมาณร้อยละ 19.51 และปูเพศเมียประมาณร้อยละ 24.00 เข้าสู่ประชากรของปูในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของปีต่อมา
ช่วงที่สองอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ช่วงนี้มีปูเพศผู้ประมาณร้อยละ 80.94 และปูเพศเมียประมาณร้อยละ 76.00 เข้าสู่ประชากรปูทะเลในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคมของปีต่อมา
การเจริญเติบโตของปูที่เกิดใหม่
ในช่วงปี 2531 - 2532 ปูเพศผู้มีค่าสัมประสิทธิ์การเติบโตประมาณ 0.94 ต่อปี ปูเพศผู้ขนาดใหญ่ที่สุดที่พบมีขนาดกระดองกว้างประมาณ 17.5 ซ.ม. ส่วนปูเพศผู้เมียมีค่าสัมประสิทธิ์การเติบโตประมาณ 0.6 ต่อปี ปูเพศเมียที่ขนาดใหญ่ที่สุดมีขนาดประมาณ 17.7 ซ.ม.
ในช่วงปี 2537-2538 ปูเพศผู้มีค่าสัมประสิทธิ์การเติบโตประมาณ 0.94 ต่อปี ปูเพศผู้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีขนาดกระดองกว้างประมาณ 14.82 ซ.ม. ส่วนปูเพศผู้เมียมีค่าสัมประสิทธิ์การเติบโตประมาณ 1.26 ต่อปี ปูเพศเมียที่มีขนาดใหญ่ที่พบมีขนาดความกว้างของกระดองประมาณ 12.51 ซ.ม.
อัตราตาย
ประชากรของปูทะเลนอกจากแก่ตาย เป็นโรคตาย หรือ ถูกสัตว์พวก ปลา นกนาก เต่า และลิงแสมกินแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังถูกชาวประมงจับ จากตารางข้างล่างจะเห็นได้ชัดว่าแต่ละปีนั้น ปริมาณปูที่ถูกชาวประมงจับนั้นจะสูงกว่าปริมาณปูทะเลที่ตายตามธรรมชาติ
อัตราตายของปูทะเลในป่าชายเลนคลองหงาว จังหวัดระนอง
|
|
ปี 2531- 2532 1/
|
ปี 2537- 2538 2/
|
|
รายการ
|
เพศผู้
|
เพศเมีย
|
เพศผู้
|
เพศเมีย
|
|
อัตราตายธรรมชาติ (M)
|
1.938
|
1.481
|
0.930
|
1.230
|
|
อัตราตายเนื่องจากการประมง (F)
|
4.436
|
3.639
|
4.250
|
2.090
|
|
อัตราตายรวม (Z)
|
6.374
|
5.120
|
5.180
|
3.320
|
ที่มา : ชลธี, 2533 1/
; ชาญยุทธ,
2539 2/
ขนาดของปูทะเลที่ชาวประมงจับ
จากปูทะเลจำนวน 30,628ตัว ที่ชาวประมงจับในช่วงปี 2536-2541ทั้งในอ่าวไทยและทางฝั่งทะเลอันดามัน มีขนาดกระดองกว้างระหว่าง 3.0-16.0 ซ.ม. ปูทะเลขนาดเล็กกว่า 9.0 ซ.ม.ที่ยังไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์หรือเพิ่มจะเริ่มเข้าวัยเจริญพันธุ์ได้ถูกจับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 39.34 ในปี 2532 เป็นร้อยละ 61.74, 72.14,70.20,และ86.54 ในปี 2534,2536,2538 และ2541 ตามลำดับ การที่ปูขนาดเล็กกว่า9.0 ซ.ม. ถูกจับเพิ่มขึ้นทุกปี นั้นเป็นดัชนีชี้ให้เห็นชัดว่าทรัพยากรปูทะเลในจังหวัดต่าง ๆ ของไทยได้ลดน้อยลง
การเพาะพันธุ์ปูทะเล
การเพาะพันธุ์ปูทะเลในประเทศไทยได้เริ่มในราวปีพ.ศ.2521 โดยสถานีประมงน้ำกร่อย จังหวัดระยอง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันหน่วยงานของกรมประมง ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์ปูทะเล ตามแผนและนโยบายของกรมประมงเพื่อทำการผลิตลูกปูทะเล ส่วนหนึ่งเพื่อสำหรับปล่อยคืนสู่ทะเลเนื่องในโอกาสและในวาระสำคัญต่าง ๆ อีกส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าและวิจัย ได้แก่ ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดจันทบุรี และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดระนอง และ ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดพังงา
โรงเพาะพันธุ์
โรงเพาะพันธุ์และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ปูทะเลนั้นประกอบด้วยบ่อขนาดต่าง ๆ ตามความจำเป็น เช่นบ่อเลี้ยงพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ บ่ออนุบาลลูกปู และบ่อสำหรับเลี้ยงไดอะตอม ไรติเฟอร์ และไรทะเลสำหรับเป็นอาหารของลูกปูเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบน้ำทะเล ระบบน้ำจืด ระบบอากาศ ระบบไฟฟ้าก็เหมือนกับโรงเพาะพันธุ์กุ้ง หรือโรงเพาะพันธุ์ปลาทะเลทั่ว ๆ ไป
แม่พันธุ์
แม่พันธุ์ที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ส่วนใหญ่จะใช้แม่ปูที่มีไข่นอกกระดอง ที่จับได้จากทะเลนอกฝั่ง และนำมาเลี้ยงจนกระทั่งไข่ที่ติดอยู่หน้าท้องฟักออกเป็นลูกปูวัยอ่อน เนื่องจากแม่ปูทะเลที่มีไข่นอกกระดองในแหล่งน้ำธรรมชาติค่อนข้างหายากและปริมาณที่จับได้ก็ไม่แน่นอน จึงได้มีการนำเอาปูเพศเมียที่มีความสมบูรณ์เพศในระยะที่สามมาเลี้ยงในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ เพื่อให้มีไข่นอกกระดองตามต้องการ
อาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์
อาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์มีอิทธิพลต่ออัตรารอดของพ่อ-แม่พันธุ์ที่เลี้ยง ปริมาณไข่ที่ผลิต อัตราการฟักเป็นตัวของไข่ อัตรารอดและอัตราการเจริญเติบโตของลูกปูวัยอ่อน แต่การเลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์ปูทะเลในปัจจุบันยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องอาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธ์มากนัก อาหารที่นิยมใช้ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารสด เช่นปลา ปลาหมึก หอย และอาหารสำเร็จรูปเป็นต้น
|
ส่วนประกอบ
|
ก./อาหาร100
ก.
|
ส่วนประกอบ
|
ก./อาหาร100
ก.
|
|
ปลาป่น
|
20
|
เลคซิติน (Lecithin)
|
3
|
|
เปลือกกุ้ง
|
20
|
คลอเลสเตอรอล (Cholesterol)
|
1
|
|
ปลาหมึกป่น
|
20
|
ไวตามินผสม (Vitamin mix)
|
3
|
|
แป้งสาลี
|
17
|
แร่ธาติผสม (Mineral mix )
|
4
|
|
สาหร่ายผมนาง
|
4
|
ไดแคลเซียม
ฟอสเฟต
|
2
|
|
น้ำมันปลา
|
5
|
(Dicalcium
phosphat )
|
|
ที่มา : Millanena and
Quinitio (1998)
ปริมาณของไข่และคุณภาพของลูกปูวัยอ่อนที่ได้จากแม่ปูทะเลที่เลี้ยงด้วยอาหาร 3 ชนิด
|
รายการ
|
เนื้อปลา
|
เนื้อปลาและอาหารสำเร็จรูป (1:1)
|
อาหารสำเร็จรูป
|
|
จำนวนครั้งที่วางไข่
|
14
|
17
|
13
|
|
จำนวนครั้งที่วางไข่และฟักเป็นตัว
|
10
|
14
|
10
|
|
ปริมาณไข่เฉลี่ย/น้ำหนักตัว
|
4,286
|
6,886
|
2,275
|
|
อัตราไข่ที่ฟักเป็นตัว (%)
|
57
|
73
|
90
|
|
จำนวน Zoea (103)
|
1031
|
3542
|
812
|
|
ดัชนีการเจริญเติบโต
|
5.5
|
6.0
|
6.0
|
|
อัตรารอดของแม่พันธุ์
|
62
|
75
|
30
|
ที่มา : Millanena and
Quinitio (1998)
เทคนิคการเพาะพันธุ์
การเพาะปูทะเลในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็นระบบใหญ่ ๆ ได้ 2 ระบบ คือระบบเปิด และระบบปิดที่ใช้น้ำหมุนเวียน ระบบแรกเป็นระบบที่สามารถนำน้ำทะเลจากแหล่งมาใช้ในโรงเพาะฟักได้โดยตรงและระบายทิ้งไปโดยไม่นำน้ำกลับมาใช้ใหม่อีก ระบบหลังเป็นระบบที่นำน้ำทะเลที่ใช้แล้วไปผ่านกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการทางเคมี หรือกระบวนการชีวภาพ หรือทั้งสองวิธี เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีแล้วนำกลับมาใช้อีก บ่อที่ใช้เพาะปูทะเลอาจจะเป็นบ่อกลม สี่เหลี่ยม หรือรูปไข่ ที่ทำด้วยคอนกรีต วัสดุไยแก้ว หรือพลาสติกก็ได้ ขนาดของบ่อก็ขึ้นอยู่กับชนิดของงานและปริมาณงานที่ต้องการ เช่น บ่อที่ใช้สำหรับพักแม่พันธุ์ หรือเพาะฟักควรเป็นบ่อที่มีขนาดระหว่าง 1-5 ตัน บ่อเลี้ยงลูกปูวัยอ่อนควรมีขนาดประมาณ 0.5-1.0 ตัน เป็นต้น
เลือกแม่ปูที่ไข่เริ่มเปลี่ยนจากสีส้ม-แดงเป็นสีน้ำตาล-ดำ เมื่อไข่เริ่มมีจุดสีม่วง-แดง เล็ก ๆ 2 จุด จากบ่อพักแม่พันธุ์ มาใส่ไว้ในบ่อเพาะฟัก ถ้าเป็นถังขนาด 1 ตันก็สามารถใส่แม่ปูได้ประมาณ 3-5 แม่ ให้อากาศเบา ๆ เพื่อให้น้ำหมุนเวียน ภายใน 3 วัน ไข่ก็จะเริ่มฟักเป็นตัว เพิ่มอากาศให้แรงขึ้น เพื่อให้ลูกปูวัยอ่อนที่ฟักเป็นตัวได้มีโอกาสกระจายทั่วบ่อ และป้องกันไม่ให้ลูกปูที่เพิ่มฟักเป็นตัวใหม่ ๆ ไปรวมกันเป็นก้อนที่ก้นถังและตายในที่สุดเพราะหายใจไม่ออก
หลังจากไข่ฟักเป็นตัวแล้วควรแยกแม่ปูออกจากถัง ไข่จะฟักเป็นตัวในช่วงเวลา 20.00-24.00 น. วันรุ่งขึ้นควรแยกลูกปูออกเพื่อนำไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลต่อไป การแยกลูกปูจากบ่อเพาะควรใช้ไฟล่อ เมื่อลูกปูรวมเป็นกลุ่มก็ใช้สายยางดูดหรือสวิงตัก ก่อนย้ายลูกปูวัยอ่อนจากถังเพาะไปยังบ่ออนุบาล ควรปรับอุณหภูมิ ความเค็ม และพีเอช ของน้ำในบ่ออนุบาลให้ใกล้เคียงกับบ่อเพาะฟักเสียก่อนเพื่อป้องกันลูกปูเกิดอาการช๊อคหรือเครียด การอนุบาลลูกปูวัยอ่อนอาจจะใช้ระบบเปิดหรือระบบปิดน้ำหมุนเวียนก็ได้ สำหรับระบบเปิดสองวันแรกควรเปลี่ยนน้ำประมาณร้อยละ 10-20 ของปริมาตรน้ำในถัง หลังจากนั้นการเปลี่ยนน้ำเพิ่มเป็นร้อยละ 40 ของปริมาตรน้ำในถัง
ขนาดของแม่ปูและปริมาณของลูกปูวัยอ่อนที่ฟักเป็นตัว
ปริมาณของลูกปูวัยอ่อนที่แม่ปูผลิตนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของแม่ปู แม่ปูขนาดใหญ่จะให้ลูกปูมากกว่าแม่ปูขนาดเล็ก เช่น แม่ปูขนาด 350-520 ก. จะให้ลูกปูประมาณ 0.80-2.00 ล้านตัว ส่วนแม่ปูขนาด 100-150 ก. จะให้ลูกปูประมาณ 0.70-1.00 ล้านตัว
ระยะเวลาพัฒนาของรังไข่ระยะที่สี่ -ระยะที่ปูปล่อยไข่ออกนอกกระดอง
ระยะเวลาพัฒนาของไข่จากระยะที่สี่จนกระทั่งไข่ปล่อยนอกกระดอง ประมาณ 54-58 วัน
การพัฒนาของลูกปูวัยอ่อน
ลูกปูวัยอ่อนมีวิวัฒนาการสองระยะ
ระยะที่แรก
(Zoea) ใช้เวลาประมาณ10-12 วัน ระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง
5 ขั้น (Z1, Z2, Z3, Z4 และZ5) แต่ละขั้นใช้เวลาประมาณ
3-4 วัน
ระยะที่ 2
(Megalopa) ใช้เวลาประมาณ 7-11 วัน รวมเวลาทีใช้ในระยะระ Z1-C1 ประมาณ 26-30 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความเค็มและคุณภาพของอาหารที่ลูกปูกิน
หลังจากระยะC1 ลูกปูจะเปลี่ยนนิสัยจากสัตว์ที่หากินตามผิวน้ำเป็น
สัตว์ที่หากินตามหน้าดิน ที่ความเค็มระหว่าง 21-22 ส่วนในพันลูกปูจะใช้เวลาประมาณ
4 วันเพื่อลอกคราบเป็นลูกปูระยะC2 และจาก C2-C3, C3-C4,
C4 -C5, C5-C6, C6-C7,จะใช้เวลาประมาณ 4, 6, 8, 8,และ10 วัน ตามลำดับ ช่วงเวลาในการลอกคราบจะยาวขึ้นถ้าความเค็มที่เลี้ยงสูงขึ้น
อัตราตายสูงของลูกปูระหว่างระยะ Z1-C เป็นอุปสรรคสำคัญในการผลิตลูกปูทะเลขนาดเล็กในเชิงพาณิชย์ เป็นปัญหารีบด่วนที่จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อลดการนำปูขนาดเล็กก่อนวัยเจริญพันธุ์จากแหล่งธรรมชาติมาใช้ในการเพาะเลี้ยง
เท่าที่มีรายงานจากเอกสารทางวิชาการและจากการศึกษาค้นคว้าและวิจัย อัตรารอดสูงสุดของลูกปูทะเลวัยอ่อนที่ผลิตในโรงเพาะฟักในระยะ
Z1 -C1 อยู่ระหว่างร้อยละ15-41 ช่วงวิกฤติที่ทำให้ลูกปูวัยอ่อนมีอัตราตายสูงมีสามช่วง ช่วงแรกเป็นช่วงระหว่าง
Z1-Z3 ช่วงนี้ลูกปูมีอัตราตายระหว่างร้อยละ 50-70 ระยะที่สองเป็นระยะ
M ช่วงนี้ปูเริ่มว่ายน้ำแข็ง สามารถว่ายน้ำหาอาหารกินได้ตามต้องการ ช่วงนี้ถ้าอาหารเพียงพออัตราตายของลูกปูจะไม่สูงนักคือประมาณร้อยละ
28 ช่วงที่สามเป็นช่วงหลังระยะC1 เป็นระยะที่ลูกปูได้เปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร
จากสัตว์ที่หากินในระดับผิวน้ำเป็นสัตว์ที่หากินตามหน้าดิน ช่วงนี้อัตราตายของลูกปูจะประมาณร้อยละ
60 หรือมากกว่านั้น ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตรารอดของลูกปูในระยะดังกล่าวได้แก่
แสง อุณหภูมิ ความเค็ม อาหาร
ความหนาแน่นของลูกปูที่ปล่อยเลี้ยง ร่มเงาสำหรับปูใช้หลบซ่อน โรค
และคุณภาพของน้ำในบ่ออนุบาล
แสง : ที่ระดับความหนาแน่น 50 ตัว/ลิตร ลูกปู (ระยะ Z1) ลูกปูที่เลี้ยงด้วยโรติเฟอร์ในอัตรา 30 ตัว/ม.ล. ถ้าได้รับแสงวันละ
12 ชั่วโมงในระยะเวลา 18 วันจะมีอัตรารอดประมาณร้อยละ
15.7 ส่วนลูกปูที่ได้รับแสงประมาณวันละ 24 ชั่วโมงจะมีอัตรารอดเพียงร้อยละ
7.3
อุณหภูมิ : อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของลูกปูในระยะ
Z1-C อยู่ระหว่าง 28 -31 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านั้นอัตรารอดของลูกปูจะลดลง เวลาที่ใช้ในวิวัฒนาการเปลี่ยนรูปร่างแต่ระยะก็ยาวขึ้น
อัตรารอดของลูกปูทะเลที่ผลิตจากโรงเพาะฟัก
|
ระบบที่ใช้อนุบาลลูกปู
|
อัตรารอด
|
ที่มา
|
|
ระบบเปิด
|
15 %
|
Marichamy and Rajpackiam ,1991
|
|
ระบบเปิด
ถังรูปกรวยน้ำหมุนเวียน
|
20%
|
Zainoddin,
1991
|
|
ระบบปิดน้ำหมุนเวียน
|
26 %
|
ชลธี , 2539
|
|
ระบบปิดน้ำหมุนเวียน
|
30 %
|
Heasman
and Fielder, 1983
|
|
ระบบปิดถังรูปกรวยน้ำหมุนเวียน
|
30 %
|
Nghia
et al.,1988
|
|
ระบบปิดน้ำหมุนเวียน
|
41%
|
Brick,
1974
|
|