|
|
|
|
 |
|
|
|
การเลี้ยงปูทะเลในเชิงพาณิชย์
การเลี้ยงปูทะเลในประเทศไทยได้เริ่มต้นในราวปี พ.ศ. 2499 โดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้ว่าการทดลองครั้งนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ข้อมูลที่ได้มีประโยชน์ต่อการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับปูทะเลในระยะต่อมา ในปี 2511 สถานีประมงจังหวัดจันทบุรี กรมประมง ได้ทำการศึกษาและทดลองเลี้ยงปูทะเลในบ่อดิน เนื้อที่ 800 ม2 จำนวน 2 บ่อ ปล่อยปูบ่อละ 800 ตัว ให้ปลาเป็ดเป็นอาหาร ในอัตราร้อยละ 5 ของน้ำหนักปูที่เลี้ยง ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 60 วัน เมื่อสิ้นสุดการทดลอง บ่อที่ 1 จับปูได้ประมาณ 672 ตัว อัตรารอด 84% บ่อที่ 2 จับปูได้ประมาณ 440 ตัว อัตรารอด 55% ช่วงนั้นชาวบ้านที่อยู่ใกล้สถานนีประมงเริ่มให้ความสนใจกับการเลี้ยงปูทะเล หลายรายได้ทดลองเลี้ยงปูทะเลในบ่อกุ้งหรือในบ่อที่ขุดเพื่อเลี้ยงปูทะเลโดยเฉพาะ เพื่อหารายได้เสริมและใช้เป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรเองในอนาคต แต่ว่าการเลี้ยงปูทะเลก็ไม่แพร่หลาย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2530 การเลี้ยงปูทะเลในเชิงธุรกิจจึงได้แพร่หลายในจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ปัจจุบัน (ปี 2541) มีฟาร์มเลี้ยงปูทะเลอยู่ประมาณ 756 ราย เนื้อที่ประมาณ 9,911 ไร่
จำนวนฟาร์มและแหล่งเลี้ยงปูทะเลในจังหวัดต่าง ๅ ในปี 2541
| จังหวัด |
ฟาร์ม |
ราย |
ไร่ |
| ตราด 2/ |
ปูเล็ก, ปูเนื้อ, ปูไข่,ปูนิ่ม |
31 |
164 |
| จันทบุรี 2/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
10 |
150 |
| ระยอง 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
1 |
1 |
| จันทบุรี 2/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
10 |
150 |
| ชลบุรี 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
3 |
7 |
| ฉะเชิงเทรา 2/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
9 |
310 |
| สมุทรปราการ 2/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
250 |
3,600 |
| กรุงเทพฯ 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
6 |
72 |
| สมุทรสาคร 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
17 |
190 |
| สมุทรสงคราม 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
124 |
4,449 |
| เพชรบุรี 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
13 |
178 |
| ชุมพร 2/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่, ปูนิ่ม |
12 |
160 |
| สุราษฏร์ธานี 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
118 |
181 |
| นครศรีธรรมราช 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
71 |
283 |
| ปัตตานี 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
1 |
2 |
| ระนอง 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่, ปูนิ่ม |
16 |
40 |
| พังงา 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
2 |
1 |
| ภูเก็ต 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
2 |
1 |
| กระบี่ 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
4 |
7 |
| ตรัง 1/ |
ปูเนื้อ, ปูไข่ |
7 |
10 |
| สตูล 2/ |
ปูเนื้อ,ปูไข่,ปูนิ่ม |
59 |
185 |
| รวม |
756 |
9,991 |
ที่มา : 1/ สำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมประมง, 2540, 2/ จาการสำรวจ
ชนิดของปูทะเลที่เหมาะสำหรับการเพาะเลี้ยง
แม้ว่าปูทะเลในประเทศไทยมีถึง 3 ชนิด แต่ชนิดที่เหมาะและควรเลี้ยงในบ่อได้แก่ ปูขาว (Scylla oceanica Dana, 1852) เพราะโตเร็ว ไม่ขุดรูหรือทำลายคันบ่อ มีขนาดใหญ่ เปลือกบาง ราคาดี ตลาดต้องการมาก แต่เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีการเพาะพันธุ์ปูเพื่อการเพาะเลี้ยง ดังนั้นปูที่ใช้เลี้ยงจึงต้องรวบรวมปูจิ๋ว (ปูที่มีความกว้างของกระดองระหว่าง 6-8 ซ.ม. น้ำหนักประมาณ 40-100 ก.) จากธรรมชาติ ซึ่งมีจำนวนจำกัด ไม่แน่นอน เกษตรกรจึงไม่มีโอกาสเลือก และจำต้องใช้ปูทุกชนิดที่มีหรือที่จับได้ ปูดำ (Scylla serrata Forskal,1775) โตช้า มีขนาดเล็กและราคาถูกกว่าปูขาว มีนิสัยชอบขุดรู แต่มีความอดทนสูงกว่าปูขาว ทำให้บ่อที่เลี้ยงปูดำต้องมีคันดินแข็งแรง ขนาดใหญ่เพื่อป้องกันปูทะเลที่เลี้ยงในบ่อหนี ส่วนปูเขียว (Scylla tranquebarica Fabricius,1798) นั้นมีขนาดใหญ่กว่าขาวและปูดำ มีความอดทนสู้ปูดำไม่ได้ ตลาดไม่นิยม เพราะปูเขียวมีรสชาติสู้ปูขาวหรือปูดำไม่ได้ อีกประการหนึ่งลูกปูเขียวที่จับได้มีปริมาณน้อยมาก นาน ๆ จึงจะมีหลงเข้ามา ชาวบ้านจึงเรียกปูเขียวว่าปูแซม
พันธุ์ปูทึ่ใช้ในการเพาะเลี้ยง
ปัจจุบันพันธุ์ปูที่ใช้เลี้ยงทั้งหมดเป็นปูที่เก็บรวบรวมจากธรรมชาติ แต่ละจังหวัดจะมีแพปูที่ทำหน้าที่รวบรวม คัดขนาด เพศ และสภาพของปู ปูที่แน่นหรือมีสภาพดีได้ขนาดแพปูก็จะส่งขายตลาด ส่วนปูที่ไม่ได้ขนาด หรือโพรก แพปูจะแยกออกเพื่อนำไปให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นปูเนื้อ ปูไข่ หรือปูนิ่ม เนื่องจากปูที่จับได้จากธรรมชาติในแต่ละท้องถิ่นมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงปู ฟาร์มปูในจังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการและสมุทรสาคร จึงได้นำปูจากถิ่นอื่น เช่น สุราษฏ์ธานี นครศรีธรรมราช หรือ ระนอง หรือปูจากต่างประเทศเช่น เขมร พม่า บังคลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา และอินเดีย มาเสริม จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงปู ปูที่นำมาจากฝั่งทะเลอันดามันนั้นเมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อทางฝั่งทะเลตะวันออก จะโตเร็วกว่าปูทะเลท้องถิ่น เรื่องนี้เท็จจริงแค่ไหนน่าจะได้มีการศึกษาทดลองพิสูจน์ให้เห็นเด่นชัด
อาหารที่ใช้เลี้ยงปู
อาหารที่ใช้เลี้ยงปูทะเลในปัจจุบันได้แก่ อาหารสดพวกปลาและหอย ส่วนอาหารสำเร็จรูปยังอยู่ในขั้นทดลอง
ปลา : ปลาที่นิยมใช้เป็นอาหารเลี้ยงปูทะเลได้แก่ ปลาเป็ดหรือปลาเบญจพรรณ ปลาหมอเทศ หรือปลานิล จะให้ทั้งตัว หรือตัดให้มีขนาดประมาณ 1-2 นิ้ว การให้อาหารจะให้วันละ 1-2 ครั้งเช้า-ตอนเย็น ส่วนใหญ่จะให้วันละครั้งตอนเย็น (สิริ และทวีศักดิ์, 2529) นอกจากปลาเป็ดแล้ว ส่วนอื่น ๆ ของปลาที่มีราคาถูกและหาได้ง่าย เช่น ลำไส้ เครื่องใน ของปลาฉลามหรือกะเบนที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ก็สามารถนำไปใช้เลี้ยงปูได้ แต่ควรให้ในปริมาณที่พอเหมาะมิฉะนั้นน้ำในบ่อจะเสีย สำหรับอาหารสดเกษตรกรผู้เลี้ยงปูจะซื้อครั้งหนึ่ง ๆ ปริมาณมาก เพราะราคาถูกกว่า ที่เหลือก็ถนอมไว้ใช้ในวันต่อไปโดยใช้เกลือประมาณ 10-15% ของน้ำหนักปลาในภาชนะทีปิดมิดชิด เช่นถังพลาสติกหรือโอ่งเป็นต้น
หอย : หอยที่นิยมมาใช้เลี้ยงปูทะเลได้แก่หอยกะพง หรือหอยแมลงภู่ เพราะราคาถูก เวลาให้จะให้ทั้งเปลือกและเป็นหอยยังมีชีวิตอยู่ ก่อนให้ควรล้างโคลนหรือกำจัดตะไคร่ตามเปลือกหรือตามหลักหอยเสียก่อน ถ้าเป็นหอยแมลงภู่จะให้ทั้งหลักก็ได้ วางหลักหอยไปตามพื้นบ่อ เพื่อปัองกันไม่ให้หอยจมโคลน ควรมีหลักปักให้หอยสูงกว่าระดับพื้นประมาณ 20 ซม. สำหรับกระพงควรใส่ถาดวางไว้ในบ่อเป็นจุด ๆ ให้ทั่วบ่อ ถ้าให้หอยเป็นอาหาร ไม่ควรเพิ่มอาหารจนกว่าหอยที่ให้ครั้งแรกจะถูกปูกินหมดแล้ว และ ควรให้หลังจากอาหารที่ให้ครั้งแรกหมดแล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมง
อาหารสำเร็จรูป : การใช้อาหารสำเร็จรูปเลี้ยงปูทะเลในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นการศึกษาทดลองอยู่
ส่วนประกอบของอาหารสำเร็จรูปที่ ได้ ทดลอง
| ส่วนประกอบ |
สูตร 1 (%) |
สูตร 2 (%) |
เนื้อหอย (%) |
| ความชื้น |
11.8 |
8.4 |
78.8 |
| โปรตีน |
35.5 |
39.9 |
15.4 |
| ไขมัน |
5.2 |
8.3 |
1.0 |
| เส้นใย |
8.6 |
10.2 |
0.1 |
| ซิลิกา |
2.5 |
1.3 |
0.1 |
| เถ้า |
15.2 |
18.9 |
1.1 |
| แคลเซียม |
2.5 |
6.2 |
0.1 |
| เกลือ |
0.9 |
1.1 |
0.02 |
| ความคงรูปของอาหาร (หลัง 3 ชั้วโมงที่อยู่ในน้ำ ) |
35 |
25% |
|
| ระยะเวลาที่ปูเข้ากินอาหาร |
7.66 นาที |
10.39 นาที |
|
ที่มา : Chin et al., 1991
ขนาดอาหารกับระยะเวลาที่ปูใช้กินอาหาร
| ขนาดเม็ดอาหาร (ม.ม.) |
ระยะเวลาที่ปูกินอาหาร (วินาที) |
| 10x3.5 |
16.60 |
| 15x3.5 |
30.75 |
| 20x3.5 |
14.25 |
| 25x3.5 |
18.25 |
| 30x3.5 |
16.20 |
| 35x3.5 |
44.50 |
ที่มา : Chin et al.,1991
อัตราการเจริญเติบโตของปูทะเลที่เลี้ยงด้วยอาหารชนิดต่าง
| ปริมาณอาหารที่ให้ |
สูตร 1 1/ |
สูตร 1 2/ |
สูตร 2 1/ |
สูตร 2 2/ |
เนื้อหอย 2/ |
| ขนาดของปูทะเล |
|
|
|
|
|
| เมื่อเริ่มเลี้ยง (ก.) |
595 |
592 |
597 |
599 |
655 |
| เมื่อสิ้นสุดการทดลอง(ก.) |
1,034 |
1,214 |
1,231 |
1,334 |
1,554 |
| ขนาดที่เพิ่ม ( ก.) |
439 |
622 |
634 |
745 |
899 |
| ปริมาณอาหารที่ปูกิน (ก.) |
2,226 |
3,232 |
2,561 |
2,985 |
3,738 |
| อัตรารอด (%) |
24 |
31 |
33 |
35 |
40 |
| ขนาดที่เพิ่มเฉลี่ย( ก./ตัว ) |
284 |
248 |
204 |
216 |
272 |
| FCR |
5.05 |
5.65 |
4.09 |
4.01 |
2.53 |
| ประสิทธิภาพของโปรตีนที่ใช้ (%) |
58.01 |
54.68 |
62.05 |
62.89 |
83.75 |
ที่มา: Chin et al., 1991; 1/ :ให้อาหารประมาณ 5% ของน้ำหนักตัว; 2/: ให้อาหารมากเท่าที่ปูจะกินได้
ส่วนประกอบของอาหารที่ Trino et al., 1998 ใช้และผลการทดลอง
| ส่วนประกอบ |
สูตรที่ 1 1/ |
สูตรที่ 2 1/ |
ปลาสด |
| รำข้าว |
9.95 |
12.95 |
|
| รำข้าวโพด |
10.00 |
10.00 |
|
| สาหร่ายทะเล |
5.00 |
5.00 |
|
| น้ำมันปลา |
2.50 |
2.50 |
|
| น้ำมันถั่วเหลือง |
2.50 |
2.50 |
|
| Vitamin mix |
2.00 |
0 |
|
| Mineral mix |
1.00 |
0 |
|
| Ethoxyquin |
0.50 |
0.50 |
|
| ผลการทดลอง |
|
|
|
| น้ำหนักปูทะเลเมื่อสิ้นสุดการทดลอง (ก.) |
410.5 |
395.4 |
435.1 |
| ความกว้างของกระดองเมื่อสิ้นสุดการทดลอง (ซ.ม.) |
13.0 |
13.1 |
13.6 |
| FCR |
2.29 |
2.62 |
2.16 |
| อัตรารอด (%) |
47.33 |
44.67 |
48.67 |
| น้ำหนักที่ผลิตได้ (ก.ก.) |
29.14 |
26.49 |
31.82 |
การให้อาหารปูที่เลี้ยง
เกษตรกรจะให้อาหารปูวันละหนึ่งครั้งในปริมาณร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักปูที่เลี้ยงในบ่อ วันละครั้ง จากพฤติกรรมการกินอาหารของปูที่หยุดกินอาหารเมื่ออิ่ม หรือเมื่อในกะพาะมีอาหารเต็ม และจะเริ่มกินอาหารอีกครั้งเมื่ออาหารในกะเพาะได้ย่อยหมดแล้วซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ดังนั้นการให้อาหารปูวันละครั้งอย่างที่เกษตรกรผู้เลี้ยงปูปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันนั้นอาจจะไม่ถูกต้องนัก ปริมาณอาหารที่ให้ปูควรให้ตามจำนวนปูที่มีอยู่ในบ่อและให้ตามที่ปูต้องการเพื่อลดอัตราการกินกันเองของปูหรือป้องกันปูหนีจากบ่อเพื่อหาอาหารนอกบ่อ โดยเฉลี่ยแล้วปูหนึ่งตัวควรมีโอกาสได้รับอาหาร 1 ชิ้น ควรในอาหารวันละสองครั้ง คือ 8.00-900น.และ18.00-19.00 น.
เทคนิคการเลี้ยงปูทะเลในเชิงพาณิชย์
การเลี้ยงปูทะเลในเชิงพาณิชย์สามารถเลี้ยงได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ บ่อดิน และบ่อคอนกรีต
1. การเลี้ยงปูทะเลในแหล่งน้ำธรรมชาติ
ในแหล่งน้ำธรรมชาติ สามารถเลี้ยงปูทะเลได้โดยวิธีกั้นคอกในบริเวณที่ตื้นใกล้ฝั่ง หรือเลี้ยงในกระชัง การเลี้ยงปูในคอกและในกระชังมีข้อดีที่ใช้เนื้อที่น้อย มีผลผลิตต่อหน่วยเนื้อที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงในบ่อดิน ที่ ๆ เหมาะสำหรับสร้างกระชังและคอกสำหรับเลี้ยงปูทะเลนั้นควรมีลักษณะดังนี้
เป็นที่กำบังคลื่นลม กระแสน้ำไม่เชี่ยวแรง
เป็นแหล่งที่สามารถจัดหาพันธุ์ปูทะเลได้สะดวก
เป็นแหล่งที่จัดหาซื้ออาหารได้สะดวก
เป็นบริเวณที่ปลอดภัยจากโจร ขโมยและห่างจากแหล่งที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม
คอก : คอกที่ใช้เลี้ยงปู นิยมสร้างในที่ตื้นใกล้บ้าน คอกเลี้ยงปูทางฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย มีสองลักษณะคือ สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 ม. ยาวประมาณ 3-4 ม. มีความสูงประมาณ1.50 ม. ไม้ที่นิยมนำมาสร้างคอกได้แก่ไม้ไผ่หรือไม้โกงกาง โดยใช้ไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7.5 - 10 ซ.ม. เป็นโครงห่างกันประมาณ 1.00 ม. สี่ด้าน กั้นด้วยไม้ไผ่ผ่าซีกถักเป็นเฝือกยึดกับโครงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือ สี่เหลี่ยมจัตุรัสตามต้องการ พื้นคอกปูด้วยเสื่อลำแพนเพื่อป้องกันปูขุดรูหนี ข้อควรระวังก็คือการใช้เฝือกกั้นคอกนั้นควรให้ด้านที่เป็นผิวมันของไม้ไผ่อยู่ด้านในเพื่อป้องกันปูหนี
กระชัง : กระชังที่ใช้เลี้ยงปูมีลักษณะคล้ายกับคอกที่ใช้เลี้ยงปู แตกต่างกันที่กระชังนั้นจะสร้างบริเวณที่น้ำลึก ก้นกระชังควรห่างจากพื้นดินไม่น้อยกว่า 1.00 ม. ในช่วงที่น้ำลงต่ำสุด ตัวกระชังอาจจะวางอยู่บนทุ่นลอย หรือ ยึดไว้กับหลักหรือเสาไม้ ที่สามารถลอยขึ้นลงได้ตามระดับน้ำ วัสดุทึ่ใช้เป็นโครงของกระชังอาจจะใช้ไม้เนื้อแข็ง ถ้าใช้โกงกางหรือไม้ไผ่ที่หาได้ในท้องถิ่นราคาก็จะถูกและประหยัด
ด้านข้างและพื้นจะบุด้วยไม้ระแนงยึดกับคราวไม้ (ขนาด 5 ซ.ม. x 7.5 ซ.ม.) ให้ไม้ระแนงแต่ละอันมีระยะห่างกันประมาณ 2 ซ.ม. หรือจะบุด้วยเฝือกไม้ไผ่เช่นเดียวกับคอกก็ได้ เพื่อสะดวกในการทำงานพื้นกระชังควรบุด้วยเสื่อลำแพนอีกชั้นหนึ่ง ขนาดของกระชังที่เหมาะควรเป็นกระชังขนาดกว้าง 2 ม. ยาว 3 ม. ลึกประมาณ 1 ม.
2. การเลี้ยงในบ่อดิน
การเลี้ยงปูในบ่อดินสามารถทำได้หลายรูปแบบ แล้วแต่วัตถุประสงค์ เช่น การเลี้ยงปูวัยรุ่นให้โตเป็นปูขนาดใหญ่ เลี้ยงปูอ่อนหรือปูโพรกให้เป็นปูเนื้อ เลี้ยงปูเพศเมียที่ยังไม่มีไข่ให้มีไข่ และการเลี้ยงปูนิ่ม เป็นต้น ที่ ๆ เหมาะสำหรับสร้างบ่อเลี้ยงปูทะเลนั้นควรมีลักษณะดังนี้
อยู่ใกล้แหล่งน้ำทะเล หรือน้ำกร่อย ที่ได้รับอิทธิพลจากการขึ้นลงของน้ำทะเล
มีระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และการคมนาคมสะดวก
ดินควรเป็นดินเหนียวหรือดินปนทราย สามารถเก็บกักน้ำได้ดี
เป็นแหล่งที่สามารถจัดหาพันธุ์ปูและอาหารได้สะดวก
เป็นบริเวณที่ปลอดภัยจากโจร ขโมยและปลอดจากมลภาวะ
บ่อ : บ่อที่ใช้เลี้ยงปูทะเลก็เหมือนกับ บ่อปลา บ่อกุ้ง ทั่ว ๆ ไป จะเป็นบ่อกลม หรือ สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า การสร้างบ่อก็ใช้หลักการเดียวกันกับการสร้างบ่อปลา หรือ บ่อกุ้ง ขนาดของบ่อก็ไม่จำกัดขนาดแล้วแต่ความสะดวก บ่อที่ขุดเพื่อเลี้ยงปูทะเลในระยะหลัง ๆ ไม่นิยมสร้างประตูระบายน้ำเพราะนอกจากจะสามารถลดค่าใช้ส่วนนั้นได้แล้วยังตัดปัญหาเรื่องปูหนีตามรูรั่วใต้พื้นประตูระบายน้ำด้วย แต่จะถ่ายเทน้ำเข้าออกโดยใช้เครื่องสูบน้ำ
บ่อเลี้ยงปูทะเลในช่วงปี 2500-2530 ส่วนใหญ่เป็นบ่อขนาดกว้าง 4.00ม. ยาว 8.00ม. ลึกประมาณ 1.0-1.5 ม. ในระยะแรกมีการใช้อวนเขียว ไม้ไผ่ผ่าซีกหรือกระเบื้องมุงหลังคาล้อมรอบบ่อ สูงจากคันบ่อประมาณ 50 ซ.ม. บริเวณด้านหน้าประตูระบายน้ำกั้นด้วยตะแกรงไม้ไผ่สูงเหนือของประตูประมาณ 1 ม.เพื่อป้องกันปูหนี (วิไลวรรณ, 2518; สิริ และทวีศักดิ์, 2529) ปัจจุบันฟาร์มเลี้ยงปูขนาดใหญ่จะไม่ใช้อวนเขียว เฝือกไม้ไผ่หรือกระเบื้องลอนคู่ล้อมรอบบ่อ เพราะสิ้นเปลือง ทำงานไม่สะดวก บ่อเลี้ยงปูถ้าน้ำมีคุณภาพดี อาหารอุดมสมบูรณ์ ปูที่เลี้ยงในบ่อจะไม่หนี อย่างที่เข้าใจกัน
|
การเตรียมบ่อ : ถ้าเป็นบ่อเก่า ควรทำความสะอาดบ่อ กำจัดวัชพืช ลอกเลนก้นบ่อ ซ่อมรอยรั่วตามคันดินเพื่อป้องกันปูขุดรูหนี แล้วใส่ปูนขาว ในอัตรา 60-100 กก./ไร่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจจะเกิดเนื่องจากการหมักหมมของอาหารหรือขี้ปูจากการเลี้ยงรุ่นที่ผ่านมา ตากบ่อประมาณ 5-7 วัน จนพื้นบ่อแห้ง จากนั้นก็ระบายน้ำเข้า ให้สูงประมาณ 30 ซม. แล้วระบายทิ้งเพื่อล้างบ่อ ทำประมาณ 1-2 ครั้ง ก่อนที่จะเก็บกักน้ำเพื่อการเลี้ยงปูต่อไป
ระยะเวลาที่เลี้ยง : ระยะเวลาที่ใช้เลี้ยงขึ้นอยู่กับประเภทของปูที่ต้องการผลิต ถ้าเลี้ยงปูขนาดเล็กให้เป็นปูใหญ่ จะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-12 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดของปูที่ปล่อยในระยะแรก เช่น ปล่อยปูขนาด 7-10 ตัว/ก.ก. หลังจากเลี้ยงไปได้ 75 วันก็สามารถทยอยจับปูที่โตได้ขนาดออกจำหน่ายได้ ถ้าเป็นการเลี้ยงปูโพรกให้เป็นปูแน่น ปูไข่ให้เป็นปูเนื้อ หรือปูนิ่ม จะใช้เวลาประมาณ 30-60 วัน ขึ้น อยู่กับสภาพของปูที่ปล่อยในระยะแรก เทคนิคการเลี้ยง และการจัดการฟาร์ม
วิธีจับปูที่เลี้ยงในบ่อ : การจับปูที่เลี้ยงในบ่อดินทำได้หลายวิธี วิธีที่นิยมปฏิบัติกันได้แก่จับปูในขณะที่เล่นน้ำ วิธีทำได้เฉพาะฟาร์มปูที่มีประตูระบายน้ำท่านั้น ในช่วงน้ำเกิด ขณะที่น้ำลงเกษตรกรจะระบายน้ำออกในระดับหนึ่ง แล้วนำน้ำเข้าบ่อในช่วงน้ำขึ้น เมื่อได้น้ำใหม่ปูจะว่ายมาเล่นน้ำในบริเวณหน้าประตูน้ำซึ่งเกษตรกรสามารถใช้สวิงจับปูที่ว่ายมาเล่นน้ำได้ตามใจชอบ ปูที่จับด้วยวิธีนี้ดีไม่ช้ำ แต่ไม่สามารถจับปูได้หมดบ่อ วิธีที่สองใช้คนลงไปจับในบ่อหลังจากระบายน้ำออกจนแห้ง ปูที่ขุดรูอยู่ก็ใช้ขอเกี่ยว วิธีนี้ปูที่จับได้จะมีโคลนติดตามตัวหรือตามรยางค์ต่าง ๆ จำเป็นต้องล้างโคลนสะอาด ก่อนที่จะนำไปมัดเพื่อส่งตลาด วิธีที่สามใช้ลอบ ไซ จั่น หรือ แร้ว ปูที่จับได้ด้วยวิธีนี้ไม่ช้ำ ปูที่ไม่ได้ขนาด หรือมีสภาพไม่สมบูรณ์ก็สามารถคัดออกนำกลับไปเลี้ยงในบ่อต่อไปได้
|
3. การเลี้ยงปูในบ่อซีเมนต์
การเลี้ยงปูในบ่อซีเมนต์เหมาะสำหรับการเลี้ยงปูนิ่มเท่านั้น เพราะสามารถควบคุมคุณภาพน้ำ และดูแลปูที่เลี้ยงได้ง่าย ส่วนการเลี้ยงปูเนื้อและปูไข่ต้องใช้เนื้อมากกว่าการเลี้ยงปูนิ่ม จึงไม่นิยมเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ เพราะการสร้างบ่อซีเมนต์เพื่อเลี้ยงปูไข่และปูเนื้อในเนื้อที่มาก ๆ ต้นทุนในการสร้างบ่อจะสูง
การเลี้ยงปูทะเลในเชิงพาณิชย์
การเลี้ยงปูทะเลในเชิงพาณิชย์สามารถแบ่งออกตามประเภทของปูที่ผลิตได้ 4 ประเภท คือ การเลี้ยงปูขนาดเล็กให้เป็นปูขนาดใหญ่ ปูโพรกให้เป็นปูแน่น (ปูเนื้อ) ปูไข่ และ ปูนิ่ม
1. การเลี้ยงปูขนาดเล็กให้เป็นปูขนาดใหญ่
การเลี้ยงปูขนาดเล็กให้เป็นปูขนาดใหญ่ต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 3-8 เดือน การเลี้ยงปูประเภทนี้ใช้เวลานาน ให้ผลตอบแทนช้า มีความเสี่ยงสูง การเลี้ยงในบ่อดินนิยมใช้ ความหนาแน่นในอัตรา 0.8-3 ตัว/ม2
ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ในปี 2532 ฟาร์มปูทะเลขนาด 1 ไร่ จะต้องใช้เงินทุนขั้นแรกประมาณ 4,756 บาท ต้นทุนผันแปรประมาณ 6,750 บาท/รุ่น ต้นทุนคงที่ประมาณ 1,885 บาท/รุ่น มีรายได้จากปูที่เลี้ยงทั้งหมด 10,443 บาท รุ่นหนึ่งใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 4 เดือนจะสามารถได้ทุนคืนภายในระยะเวลา 1 ปี มีอัตราผลตอบแทนต่อต้นทุนการผลิตร้อยละ20.94 และอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนร้อยละ 3.38
2. การเลี้ยงปูโพรกให้เป็นปูแน่น (ปูเนื้อ)
ตามธรรมชาติ ปูทะเลจะมีเนื้อแน่นในช่วงเดือนมืดระหว่างแรม 10-15ค่ำ จะลอกคราบในช่วงระหว่างขึ้น 4-5 ค่ำ ในช่วงเดือนหงายระหว่างขึ้น6-15 ค่ำ ปูส่วนใหญ่จะมีเนื้อน้อย ชาวบ้านเรียกกว่า ปูโพรกหรือปูอ่อน ตลาดไม่ต้องการ แพปูจะคัดออกเพื่อนำไปเลี้ยงต่ออีกระยะหนึ่ง ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานีถ้าเป็นปูดำจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 10-20 วัน ถ้าเป็นปูขาวจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 30-35 วัน แต่ฟาร์มที่จังหวัดสมุทรปราการ ปูดำจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน ปูขาวจะเลี้ยงประมาณ 3 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของปู และเทคนิคการเลี้ยงและการจัดการของแต่ละฟาร์ม เมื่อปูมีเนื้อแน่นหรือโตได้ขนาดก็จะทยอยจับขาย
ขนาดของปูทะเลที่ซื้อขาย มีสี่ขนาดด้วยกันคือ ปูจิ๋ว (ขนาดกระดองกว้างระหว่าง 6-8 ซ.ม. น้ำหนัก 40-100ก. ประมาณ 10 ตัว/กก.ขึ้นไป) ปูเล็ก(ขนาดกระดองกว้างระหว่าง 9-10 ซ.ม น้ำหนัก160-230 ก. ประมาณ 5 ตัว/กก.) ปูกลาง (ขนาดกระดองกว้างระหว่าง11-12 ซ.ม. น้ำหนักประมาณ 330-400 ก. ประมาณ 3 ตัว/กก.) และ ปูใหญ่ หรือ ปูก้าม (ขนาดกระดองกว้างประมาณ 12.5 ซ.ม. น้ำหนัก 500 ก.ขึ้นไป ประมาณ 2 ตัว/ก.ก.) ปูที่นิยมเลี้ยงให้เป็นปูแน่นเป็นปูขนาด 2-5 ตัว/ก.ก.ขึ้นไป มีรยางค์สมบูรณ์ ส่วนปูที่ไม่มีก้ามหรือขาไม่ครบนั้น จะนำไปแยกเลี้ยงต่างหากจนกว่าขาหรือก้ามจะงอกขึ้นใหม่ หรือไม่ก็นำไปเลี้ยงเพื่อทำปูนิ่ม การเลี้ยงปูโพรกให้เป็นปูแน่นสามารถเลี้ยงได้ในบ่อดิน ในคอก และในกระชัง
การเลี้ยงในบ่อดิน
การเลี้ยงปูเนื้อในบ่อดิน ปัจจุบันมีเลี้ยงในจังหวัดตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง และสตูล
การเลี้ยงแบบธรรมชาติ : ที่จังหวัดตราดมีอยู่ประมาณ 20 ราย บ่อขนาด 70 ไร่ เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1400 ไร่ ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเลี้ยงร่วมกับกุ้ง บ่อขนาด 70 ไร่ปล่อยปูประมาณ 1,000-2,000 ตัว ปูที่ใช้เลี้ยงเป็นปูขนาด 20 ตัว/ ก.ก. ใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ปูที่จับได้มีขนาดประมาณ 4-5 ตัว/ ก.ก. ไม่มีการให้อาหาร
การเลี้ยงแบบพัฒนา : ฤดูที่นิยมเลี้ยงอยู่ระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ย. เพราะเป็นช่วงที่สามารถหาลูกปูขนาดเล็กสำหรับเลี้ยงในบ่อได้ง่าย ที่จังหวัดตราดมีเกษตรกรอยู่ 3 ราย ที่เลี้ยงปูทะเลร่วมกับกุ้งแบบพัฒนา แต่ละรายมีบ่อขนาด 3-4 ไร่ จำนวน 1-2 บ่อ เมื่อเตรียมบ่อเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรจะที่ปล่อยกุ้งในอัตราประมาณ 10,000 ตัว/ไร่ สองเดือนต่อมาจึงปล่อยปูในอัตรา 2-3 ตัว / ม2 ขนาดของปูที่นิยมเลี้ยงมี สองขนาด คือปูที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ตัว/ก.ก. และปูที่มีขนาดใหญ่กว่า 8 ตัว/ก.ก. ใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 15-20 วัน ระหว่างที่เลี้ยงมีการให้ออกซิเจนในน้ำเช่นเดียวกับการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนา หลังจากเลี้ยงไปได้ประมาณ15 วันก็จะทยอยจับปูขึ้น ปูจับได้มีทั้งปูเนื้อ และปูไข่ อัตรารอด 90%
การเลี้ยงในบ่อดินทางภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันออก
การเลี้ยงปูโพรกให้เป็นปูแน่นในบ่อดินที่ อ. กาญจนดิษฐ์ จ. สุราษฏร์ธานี รุ่นหนึ่งใช้เวลาเลี้ยง 2 เดือน ต้องใช้เงินทุนครั้งแรกเป็นมูลค่าประมาณ 42,275 บาท ต้นทุนผันแปรประมาณ 15,062.69 บาทต่อรุ่น ต้นทุนคงที่ประมาณ 5,382.49บาทต่อรุ่น ได้เผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 230.44 ก.ก./รุ่น มีรายได้ระมาณ 24,339 บาท/รุ่น.
การเลี้ยงในบ่อดินบริเวณอ่าวไทยตอนบน
ในเขตประมงที่ 1 ฟาร์มปูเนื้อขนาดเล็กต้องใช้เงินทุนขั้นแรกเป็นเงินประมาณ 11,685.50 บาท ต้นทุนการผลิตประมาณปีละ 248,384.72 บาท ผลผลิตปูที่ได้จากฟาร์มประกอบด้วยปูไข่ 1,941.39 ก.ก ปูเนื้อ 3,314.76 ก.ก. รวมจำนวนปูที่ฟาร์มผลิตได้ต่อปีประมาณ 5,256.15 ก.ก. มีรายได้จากผลผลิตปูคิดเป็นมูลค่าประมาณปีละ 349,813.95 บาท มีผลตอบแทนต่อต้นทุนการผลิตในอัตราร้อยละ 40.84 และมีผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตรา ร้อยละ 867.96 % สามารถคืนทุนได้หลังจากที่เลี้ยงปูรุ่นแรก
ในเขตประมงที่ 2 ฟาร์มปูเนื้อขนาดเล็กต้องใช้เงินทุนครั้งแรกประมาณ 24,917.60 บาท ต้นทุนการผลิตประมาณปีละ 264,696.96 บาท ผลิตปูได้ประมาณ 3,156.32 ก.ก. ประกอบด้วยปูไข่ 1063.31 ก.ก ปูเนื้อ 2093.01 ก.ก. มีรายได้จากผลผลิตปูคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยประมาณปีละ 292,055.20 บาท มีผลตอบแทนต่อต้นทุนการผลิตในอัตราร้อยละ 10.34 และมีผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตราร้อยละ 109.79 จะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 10.92 เดือน หรือ หลังจากทำการเลี้ยงปูไปแล้ว 5 รุ่น
การเลี้ยงในคอก
คอก ขนาด 5.0 ม.X10.0 ม. จำนวน 3 คอก ปล่อยปูในอัตรา 1-4 ตัว / ม2 ให้ปลาเป็ด ปลาหมอเทศและปลากะบอกเป็นอาหาร ในอัตรา 5 % ของน้ำหนักตัววันละครั้ง ที่เวลา 16.00 น. ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 45วัน อัตรารอดอยู่ระหว่างร้อยละ54-85 ความหนาแน่นที่เหมาะสมประมาณ 2 ตัว / ม2 มีอัตรารอดประมาณร้อยละ 81-94
การเลี้ยงปูโพรกให้เป็นปูแน่นในคอก ใช้เงินทุนขั้นแรกประมาณ 2,981.33 บาท ต้นทุนการผลิตปีละ 61,642.67 บาท ผลิตปูได้ทั้งหมด 732.88 ก.ก. ประกอบด้วยปูไข่ 355.33 ก.ก .และปูเนื้อ 377.55 ก.ก. มีรายได้จากการขายปูทั้งหมดปีละ 49,478.95 บาท ขาดทุนสุทธิประมาณปีละ 12,163.72 บาท การที่เลี้ยงปูเนื้อในคอกไม่ได้กำไร ก็เพราะว่าต้นทุนในการผลิตปูในคอกสูง ผลผลิตที่ได้จากการเลี้ยงปูในคอกมีจำนวนน้อย จึงทำให้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับค่าแรง ค่าใช้จ่ายในฟาร์ม และค่าเสียโอกาสของต้นทุนคงที่สูงตามไปด้วย การเลี้ยงปูในคอกต้องใช้ปริมาณอาหารมากกว่าการเลี้ยงปูในบ่อดินเพราะระบบการเลี้ยงทำให้อาหารส่วนหนึ่งสูญเสียไปกับน้ำ ทำให้ค่าอาหารที่ใช้เลี้ยงปูสูงกว่าการเลี้ยงในบ่อดิน
การเลี้ยงในกระชัง
ยาใจ และ คณะ (2525) ได้ทดลองเลี้ยงปูในกระชังไม้ระแนงขนาดยาว 1.00 ม.กว้าง 20 ซ.ม. โดยกั้นเป็นช่อง ๆ ขนาดช่องละ 20 x20 ซ.ม. ปูโพรกจำนวน 44 ตัวใส่ลงเลี้ยงช่องละ 1 ตัว ให้ปลาหมอเทศดองเกลือเป็นอาหาร 5วันแรกให้อาหารประมาณร้อย 20 ของน้ำหนักปู วันละครั้ง หลังจากนั้นให้อาหารประมาณร้อยละ10ของน้ำหนักตัว เวลาเลี้ยงประมาณ 20 วัน อัตรารอดประมาณร้อยละ 59 ปูที่เลี้ยงมีความยาวเฉลี่ยลดลงจาก 12.7 ซม. เป็น 12.5 ซ.ม. น้ำหนักเฉลี่ยลดลงจาก 398.2 ก. เป็น 386.5 ก. การทดลองครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะบ่อที่ใช้เลี้ยงปูตื้นเกินไป การถ่ายเทน้ำไม่ดี ความเค็มสูง ปูส่วนมากตายเพราะมีเพรียงคอห่านเกาะที่เหงือก ทำให้ปูหายใจและกินอาหารไม่ได้ ทำให้ปูที่เลี้ยงมีน้ำหนักลดลงแทนที่จะเพิ่ม
ที่ตำบลห้วยน้ำขาว จังหวัดตราด เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงปลากะพงและปลาเก๋าในกระชังประมาณ 2-3 ราย เดิมได้ดัดแปลงกะชังมาเลี้ยงปูโพรกให้เป็นปูแน่น กระชังที่ใช้เป็นกระชังขนาด 3.0x3.0x2.0 ม. รายหนึ่งมีกระชังประมาณ 10 กระชัง ปูที่ปล่อยเป็นปูขนาดประมาณ 3 ตัว/กก.มัดก้าม เหตุผลที่ใช้ปูขนาด 3 ตัว/กก.ขึ้นไป ก็เพราะปูขนาดนี้ฟันด้านในของก้ามไม่คมและเมื่อคบกันจะมีรอยห่าง ไม่สามารถฉีกอวนกระชังได้ อัตราที่ปล่อยเลี้ยงประมาณ 2-3 ตัว/ม2 ระยะเวลาที่เลี้ยงประมาณ 15 วัน ให้อาหารประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ในระหว่างเลี้ยงมีการใช้เครื่องตีน้ำ เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนในกระชัง อัตรารอดประมาณ 80%
3. การเลี้ยงปูไข่
การเลี้ยงปูทะเลให้มีไข่ในกระดองจึงเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะใช้เวลาเลี้ยงสั้น ราคาดี ตลาดต้องการมาก ถ้าเป็นปูขาวจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 30-35 วัน ถ้าเป็นปูดำจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 17-20 วัน ระยะเวลาที่เลี้ยง นอกจากนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของปูแล้ว ยังขึ้นอยู่กับสภาพของแม่พันธุ์ด้วย ถ้าใช้ปูที่พร้อมที่จะมีไข่ก็จะใช้ระยะเวลาสั้นกว่าปูที่ยังไม่พร้อม โดยเฉพาะในฤดูที่ปูวางไข่ปูที่วางไข่ไปแล้วก็จะไช้เวลานานกว่าจะมีไข่อีกครั้งหนึ่ง ปูที่เริ่มมีไข่ในกระดองนั้น สามารถสังเกตได้จากกระดอง โดยเฉพาะบริเวณตะปิ้งจะพองออกเล็กน้อย ถ้าใช้มือกดจะรู้สึกแข็งเล็กน้อย กดไม่ค่อยลง ถ้าเป็นปูที่มีไข่เต็มที่ บริเวณตะปิ้งจะแข็งมาก ถ้าจะดูว่าปูไข่แน่นหรือมากน้อยแค่ไหน ให้ยกปูส่องดูกับแสงแดดแล้วสังเกตปริมาณไข่จากหลังกระดอง ถ้าใช้มีดแงะกระดองตรงบริเวณปากจะสามารถมองเห็นไข่สีแดงได้ชัดเจน ชาวบ้านเรียกว่าไข่ออกปาก แต่การดูปูว่าไข่เต็มกระดองด้วยวิธีหลังนี้ไม่ค่อยนิยมเพราะปูช้ำและตายง่าย
เนื่องจากฤดูที่ปูมีไข่แต่ละท้องที่ไม่เหมือนกัน การเลี้ยงปูไข่ของแต่ละท้องที่จึงแตกต่างกัน เช่น ที่จังหวัดจันทบุรี ฤดูที่ปูวางไข่อยู่ในระหว่างเดือน กันยายน-ธันวาคม ดังนั้นปีหนึ่งสามารถเลี้ยงปีไข่ได้ ประมาณ 4 เดือนหรือประมาณ 5-6 ครั้ง ปัจจุบันมีเลี้ยงในจังหวัดตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
การเลี้ยงปูไข่ในบ่อดิน
บริเวณอ่าวไทยตอนบนฟาร์มเลี้ยงปูขนาดเล็กในเขตประมงที่ 1 ต้องใช้เงินทุนครั้งแรกประมาณ 12,732.66 บาท ต้นทุนการผลิตประมาณปีละ 110,032.52 บาท ผลิตปูไข่ได้ประมาณ 1,370.69 ก.ก. ต้นทุนการผลิตปูเฉลี่ย 80.28 บาท/ก.ก. มีรายได้จากการขายปูประมาณปีละ 112,258.68 บาท ได้กำไรสุทธิปีละ 2,226.16 บาท จะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 5.7 ปี มีผลตอบแทนต่อต้นทุนการผลิตร้อยละ 2.02 และผลตอบแทนต่อเงินลงทุนครั้งแรกร้อยละ 17.48
สำหรับฟาร์มปูไข่ขนาดใหญ่ในเขตประมงที่ 1 จะใช้เงินทุนขั้นแรกเป็นเงิน 19,110.46 บาท ต้นทุนการผลิตปีละ 23,9370.25 บาท ผลิตปูไข่ได้ประมาณปีละ 3,889.66 ก.ก. ต้นทุนการผลิตปูเฉลี่ย 61.54 บาท/ก.ก. ราคาปูที่ขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 81.90 บาท มีรายได้จากการขายปูปีละ 318,563.15 บาท มีผลตอบแทนต่อต้นทุนการผลิตร้อยละ 33.08 และผลตอบแทนต่อเงินลงทุนครั้งแรกร้อยละ 414.40 สามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 3 เดือนหรือหลังจากที่เลี้ยงปูรุ่นที่สอง
ในเขตประมงที่ 2 ฟาร์มปูไข่ขนาดเล็กซึ่งใช้จะใช้เงินทุนขั้นแรกเป็นเงินประมาณ 6,736.67 บาท ต้นทุนการผลิตปีละ 117,614.64 บาท ผลิตปูไข่ได้ปีละ 1,708.80 ก.ก. ต้นทุนผลิตปูประมาณ 68.83 บาท/ก.ก. มีผลตอบแทนต่อต้นทุนการผลิตร้อยละ 66.12 และผลตอบแทนต่อเงินลงทุนครั้งแรกร้อยละ 1155.94 จะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 1 เดือนหรือหลังจากที่การเลี้ยงปูรุ่นแรก
การเลี้ยงปูไข่ในคอก
วิสันต์ (2515) ได้ทดลองเลี้ยงปูที่ไม่มีไข่ให้มีปูไข่ในคอกที่ทำด้วยไม้โกงกางทุบเปลือก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5.0ม.x10.0 ม. ภายในกรุด้วยเฝือกไม้ไผ่ ปูที่ใช้เลี้ยงเป็นปูที่จับจากธรรมชาติ เป็นปูขนาดเล็กน้ำหนักระหว่าง 60-145 ก. จำนวน 128 ตัว ปูขนาดกลางน้ำหนักระหว่าง150-165 ก. จำนวน 54 ตัว ปูขนาดใหญ่น้ำหนัก 190 ก.ขึ้นไป จำนวน 36 ตัว รวมปูที่เลี้ยงทั้งหมด 218 ตัว ปล่อยเลี้ยงในอัตรา 4 ตัว / ม2 ใช้ปลาเป็ด ปลาหมอเทศและปลากะบอก เป็นอาหาร ให้อาหารประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ใช้ระยะเวลาเลี้ยงทั้งหมดประมาณ 30 วัน หลังจากเลี้ยงได้ 14 วันก็สามารถทยอยจับปูไข่ออกได้ อัตรารอด 91% เมื่อสิ้นสุดการเลี้ยง ได้ปูไข่จำนวน 179 ตัว หรือประมาณ ร้อยละ 82 น้ำหนักประมาณ 30 ก.ก. มีปูไข่นอกกระดอง 11 ตัว น้ำหนักรวม 4.2 ก.ก.
ในบริเวณอ่าวไทยตอนบนการเลี้ยงปูไข่ในคอกของฟาร์มขนาดเล็กในเชิงพาณิชย์ ที่จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ต้องใช้ต้นทุนขั้นแรกประมาณ 4,800.00 บาท ต้นทุนการผลิตปีละ 58,494.65 บาท ต้นทุนการผลิตปูเฉลี่ย 93.54 บาท/ก.ก. ราคาปูไข่หน้าฟาร์มกิโลกรัมละ 81.90 บาท. มีรายได้จากการขายปูประมาณ 51,218.98 บาท ขาดทุนสุทธิประมาณปีละ 7,275.67 บาท
การเลี้ยงปูไข่ในกระชัง
บุญช่วย (2515ข.,2516) ได้ทดลองเลี้ยงปูไข่ในกระชังไม้ขนาด 70ซ.ม.x70ซ.ม. x70 ซ.ม. และ ขนาด 80ซ.ม.x80ซ.ม.x40 ซ.ม. กระชังทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ใช้ไม้ไผ่ถักเป็นซี่เล็ก ๆ ช่องห่างระหว่างไม้ไผ่ประมาณ0.8ซ.ม. พื้นกระชังปูด้วยเฝือกไม้ไผ่ถักชิดสนิทไม่มีช่องว่าง ก้นกระชังบุเสื่อลำแพน ด้านบนมีฝาปิดเปิดเพื่อให้อาหาร ตัวกระชังโผล่พ้นน้ำประมาณ 15 ซ.ม. ปล่อยปูในอัตรา 39-50 ตัว / ม2 โดยมัดก้าม อัตรารอด 96-100% ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 12-14 วัน การเลี้ยงปูไข่ในกระชังได้ผลดีกว่าการเลี้ยงในคอก เพราะลงทุนน้อย การดูแลง่าย
การเลี้ยงปูไข่ในกระชังในบริเวณอ่าวไทยตอนบน ถ้ารุ่นหนึ่งใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 30 วัน จะได้ทุนคืนภายในระยะเวลา 3 เดือน มีอัตราผลการตอบแทนต่อต้นทุนการผลิตประมาณร้อยละ 122.75 หมายความว่า ต้นทุนในการผลิตปูทุก ๅ 100 บาทจะได้กำไรสุทธิประมาณ 122.75 บาท มีอัตราผลการตอบแทนจากการลงทุน 32.53 %
4. การเลี้ยงปูนิ่ม
ปูก่อนลอกคราบจะเป็นระยะที่ปูมีความสมบูรณ์เต็มที่ สะอาด เพราะก่อนที่ปูจะลอกคราบ 2-3 วัน ปูจะไม่กินอาหาร อาหารที่มีอยู่ในกะเพาะระหว่างนั้นจะถูกย่อยไปใช้ในกระบวนการลอกคราบ ดังนั้นหลังจากลอกคราบกะเพาะอาหารจะว่าง ลำไส้จะสะอาดไม่มีกากอาหารหรือสิ่งปฏิกูลหลงเหลืออยู่ กระดอง และรยางค์ต่าง ๆ เช่น ขาว่ายน้ำ และก้ามจะนิ่มสามารถบริโภคได้ทั้งตัว มีคุณค่าทางโภชนาอาหารสูง มีปริมาณแคลเซียมสูง เป็นช่วงที่ปูมีปริมาณคลอเรสเตอรอลน้อยที่สุด ปูนิ่มจึงเป็นที่นิยมของตลาด เพราะรับประทานสะดวก เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและสตรีที่ต้องการแคลเซียม ปูเมื่อลอกคราบแล้วส่วนมากจะมีรยางค์ต่างครบถ้วน ยกเว้นปูที่มีปัญหาในการสลัดเปลือกในระหว่างลอกคราบ ปูนิ่มสามารถเลี้ยงได้ในกระชัง ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ในบ่อดิน หรือในถังซีเมนต์ที่ใช้ระบบน้ำไหลหรือระบบหมุนเวียนก็ได้ ปัจจุบันมีเลี้ยงที่จังหวัดตราด สมุทรสาคร ชุมพร ระนอง และสตูล
ฟาร์มปูนิ่มขนาด 3 ไร่ ต้องใช้เงินทุนขั้นแรก 188,300 บาท รุ่นหนึ่งใช้เวลาประมาณ 30 วัน ต้นทุนการผลิตแต่ละรุ่นประมาณ 40,280 บาท รุ่นหนึ่งผลิตปูนิ่มได้ 515 ก.ก. ราคาปูนิ่มที่ขายหน้าฟาร์มเฉลี่ย 240 บาท/ก.ก. รายได้จากปูนิ่มประมาณ 123,600 บาท/รุ่น จะสามารถคืนทุนภายใน 5 เดือน อัตราผลการตอบแทนต่อต้นทุนการผลิตร้อยละ 40 อัตราผลการตอบแทนการลงทุนร้อยละ 19.30
( รายละเอียดสามารถคลิ๊กดูได้ที่หน้าเมนูหลัก หัวข้อการเลี้ยงปูนิ่ม )
การเลี้ยงปูทะเลร่วมกับสัตว์น้ำอื่น ๆ
ปูทะเลสามารถเลี้ยงร่วมกับสัตว์น้ำอื่น ๆ เช่น ปลา หอยนางรม และสาหร่ายต่าง ๆ ได้ ปัจจุบันมีเลี้ยงในจังหวัดตราด จันทบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชุมพร ระนอง นอกจากเลี้ยงร่วมกับกุ้งแล้วปูทะเลยังสามารถเลี้ยงร่วมกับปลา หอยนางรม และสาหร่ายวุ้นได้
การเลี้ยงปูทะเลในบ่อกุ้งร้าง
ปัจจุบันประเทศไทยมีบ่อกุ้งร้างไม่ต่ำกว่า 2,5000 ไร่ การนำบ่อกุ้งร้างมาใช้เลี้ยงปูทะเล นับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะใช้บ่อกุ้งร้างที่มีอยู่และไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้มีการผลิตอีกครั้งหนึ่ง บ่อกุ้งร้างเหมาะสำหรับนำมาใช้เลี้ยงปูทะเลเพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขุดบ่อ อุปกรณ์ในการเลี้ยงกุ้งที่มีอยู่เดิม เช่น เครื่องตีน้ำ หรือเครื่องยนต์ต่าง ก็สามารถนำมาใช้เลี้ยงปูได้ จังหวัดที่มีการเลี้ยงปูทะเลในบ่อกุ้งร้างได้แก่ ตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชุมพร ระนอง และกระบี่ บ่อกุ้งร้างสามารถใช้เลี้ยงปูได้ทุกระบบ นับตั้งแต่การเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูใหญ่ การเลี้ยงปูเนื้อ ปูไข่ ปูนิ่ม ตลอดจนการเลี้ยงร่วมกับสัตว์น้ำอื่น ๆ และสาหร่ายทะเล
สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเล
อายุ และพื้นฐานการศึกษา : เกษตรกรผู้เลี้ยงปูอายุระหว่าง 24-60 ปี ร้อยละ 60 เป็นชาย มีระดับการศึกษาจบชั้นประถมปีที่ 4 มีประสบการณ์เลี้ยงปูทะเลมาก่อนประมาณ 3 ปี และไม่เคยได้รับการอบรมการเลี้ยงปูทะเลมาก่อน แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เคยทำงานกับสถานีประมงที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี หรือสอบถามจากคนที่เคยเลี้ยงมาก่อน ประมาณร้อยละ 50 ของฟาร์มตัวอย่างมีอาชีพเลี้ยงปูทะเลเป็นอาชีพหลัก อีกร้อยละ 50 เลี้ยงปูทะเลเป็นอาชีพรอง
แหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ : เกษตรกรร้อยละ 60 ใช้เงินทุนของตนเอง อีกร้อยละ 40 กู้ยืมมา จำนวนนี้ ร้อยละ 75 ยืมจากญาติพี่น้องหรือเพื่อน ประมาณร้อยละ 25 กู้จากธนาคารพาณิชย์ จำนวนเงินที่กู้อยู่ระหว่าง 3,000-15,000 บาท
ขนาดของฟาร์ม : ที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ฟาร์มเลี้ยงปูทะเลมีเนื้อที่ระหว่าง 0.75-2.0 ไร่ แต่ละฟาร์มมีบ่อปูขนาดประมาณ 240-960 ม2 ประมาณ 2 บ่อ ฟาร์มส่วนใหญ่อยู่ห่างจากทะเลประมาณ 1-1.5 กิโลเมตร ทุกฟาร์มมีคลองที่สามารถรับน้ำเข้าและถ่ายน้ำออกได้ตามต้องการ คลองเหล่านั้นร้อยละ 30 เป็นคลองที่เกษตรกรขุดด้วยตนเอง อีกร้อยละ 70 เป็นคลองที่หน่วยงานในท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐเช่น กรมชลประทาน กรมประมง และกรมสหกรณ์ ได้ขุดไว้เพื่อการชลประทานและการเกษตร บ่อปูร้อยละ 90 มีดินเป็นดินเหนียว อีกร้อยละ 10 เป็นดินปนทราย ความเค็มของน้ำที่เลี้ยงปูประมาณ 0-34 ส่วนในพัน ที่ดินที่ทำฟาร์มประมาณร้อยละ 70 เป็นที่ดินของตนเอง อีกร้อยละ 30 เป็นที่ดินของรัฐที่ได้รับอนุญาตให้เกษตรกรผู้นั้นประกอบอาชีพได้ชั่วคราว ระยะเวลาที่ใช้เลี้ยงปูประมาณ 20 วัน/รุ่นหรือปีละ 6 ครั้ง พันธุ์ปูที่ใช้เฉลี่ย 55 บ./ก.ก. อาหารที่ใช้เลี้ยงปูเป็นปลาเป็ดร้อยละ 60 อีกร้อยละ 40 ใช้ปลาเป็ดและหอยกะพงรวมกัน
แรงงานที่ใช้ในฟาร์มปู : ฟาร์มที่มีบ่อเลี้ยงปูขนาด ขนาด 370 ม2 จำนวน 2 บ่อ ปล่อยปูขนาด 285-500 ก.จำนวน 335 ก.ก. ประมาณร้อยละ 80 เป็นlแรงงานจากครัวเรือน อีกร้อยละ20 เป็นแรงงานที่จ้างตามความจำเป็น การเลี้ยงปูแต่ละรุ่นจะใช้แรงงานประมาณ 63 ชั่วโมง-คน เป็นแรงงานที่ใช้ซ่อมแซมบ่อและเตรียมบ่อร้อยละ 10 แรงงานที่ใช้จัดหาพันธุ์และปล่อยปูในบ่อร้อยละ 19 แรงงานที่ใช้เตรียมอาหารและให้อาหารปูร้อยละ 33 แรงงานที่ใช้จับปูหรือคัดเลือกปูเสียร้อยละ 38
ตลาดปูทะเล
ปูทะเลที่ซื้อขายกันในปัจจุบันมีแหล่งที่มา 3 แหล่ง คือ ปูที่จับได้จากธรรมชาติ ปูที่ได้จากฟาร์มและปูที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น เขมร เวียดนาม บังคลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย พม่า และปากีสถาน โดยมีแพปูทำหน้าที่รวบรวม แยกขนาด แยกประเภท ก่อนที่ปูจะส่งไปยังตลาดกลางที่มหาชัย ปูที่พ่อค้าประมูลได้จากตลาดกลางมหาชัย จะนำไปจำหน่ายให้ร้านค้าปลีกในที่ต่าง ๆ เช่นตามถนนสุขุมวิท ช่วงบางนา บางปะกง ทางหลวง 304 (ฉะเชิงเทรา-กรุงเทพฯ) ช่วงสุวินทวงค์-ฉะเชิงเทรา ถนนเพชรเกษม ช่วงพุทธมลฑล-นครชัยศรี ถนนธนบุรี-ปากท่อ ช่วงธนบุรี-มหาชัย-แม่กลอง หรือตามแผงตลาดสดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ตลาด อ.ต.ก. ตลาดเก่า ตลาดบางรัก หรือตามตามศูนย์การค้าใหญ่ ๆ เช่น จัสโก้ เดอะมอลล์ เซ็นทรัล ท๊อป แมคโค และส่งตามร้านอาหาร ภัตตราคาร และห้องอาหารในโรงแรม ต่าง ๆ ปูทะเลบางส่วนที่สมบูรณ์ มีขนาดและน้ำหนักตามที่ตลาดต่างประเทศต้องการก็จะส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศที่สำคัญได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และสาธารณรัฐประชาชนจีน
ราคาปูทะเลในตลาด นอกจากจะขึ้นลงอยู่กับปริมาณปูทะเลในตลาดและปริมาณความต้องการของผู้บริโภคแล้ว แพปูก็มีบทบาทสำคัญในการพยุงราคาของปูทะเลที่ซื้อ-ขายกันในท้องถิ่นด้วย เพราะแพปูเป็นผู้กำหนดการจับปูขายของเกษตรกรแต่ละฟาร์ม ทำให้ปริมาณปูที่มีในตลาดไม่ล้นตลาดจนเป็นผลให้ขายปูไม่ได้ราคา เท่ากับเป็นการรักษาราคาปูทะเลร่วมกันโดยมีแพปูเป็นแกนกลาง แพปูจะรับซื้อปูทุกขนาดทั้งปูโพรกและปูแน่น ปูโพรกหรือปูที่ไม่ได้ขนาด แพปูจะส่งไปให้ตามฟาร์มปูที่อยู่ในเครือข่ายของตนเลี้ยง โดยไม่ต้องชำระค่าปู จนกว่าปูรุ่นที่นำมาเลี้ยงได้ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10-20 วัน แล้วแต่ขนาดของปู แพปูจะรับซื้อปูคืนโดยหักส่วนของค่าพันธุ์คืน นับว่าเป็นระบบที่ดีที่มีการอุปถัมภ์เกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงปูและแพปูบนพื้นฐานของความจริงใจ ซื่อสัตย์ และยุติธรรมของทั้งสองฝ่าย เกษตรกรก็ได้ประโยชน์ที่ไม่ต้องหาเงินมาจ่ายค่าพันธุ์หรือวิ่งหาคนมาซื้อปูเมื่อถึงกำหนด ส่วนแพปูก็ได้ประโยชน์มีกำไรทุกช่วงการขายไม่ว่ารับซื้อหรือขายต่อในช่วงใดก็ตาม
ปัจจุบันแพปูทั่วประเทศมีไม่น้อยกว่า 61 ราย ราคาซื้อขายปูในตลาดในปัจจุบันนั้นแตกต่างกันไปตามแต่ชนิด ขนาด คุณภาพ และประเภทของปู ปูที่นำเข้ามาจากบังคลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย เมียนม่า และปากีสถานนั้นจะมีเปลือกหนา เนื้อหยาบ ส่วนปูที่มาจากเขมรนั้นแพปูส่วนใหญ่บอกว่าบางครั้งมีกลิ่นสาบ คนไม่ค่อยนิยม จึงต้องนำไปชำในฟาร์มประมาณ 10-30 วันก่อนเพื่อกำจัดกลิ่นสาบของปู
การขนส่งปูทะเล
ปูทะเลก่อนที่จะส่งตลาด จะต้องใช้เชือกมัดขาให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้ปูหนี วิธีมัดปูทะเลที่นิยมกันทางภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันออกและทางฝั่งทะเลอันดามัน(ภาพที่ 8.2 และภาพที่ 8.3) แข็งแรง กว่าวิธีมัดปูที่แพปูทางฝั่งทะเลตะวันออกนิยมใช้ เนื่องจากเนื้อปูทะเลเปลี่ยนสภาพเร็วมาก ปูทะเลที่ตายแล้วมีเนื้อน้อย รสชาติไม่ชวนกิน ตลาดจึงนิยมบริโภคปูทะเลที่ยังไม่ตาย
การขนปูทะเลจากท่าเรือหรือจากฟาร์มเลี้ยงปูมายังแพที่รับซื้อปูในท้องถิ่น ที่ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 30-60 นาที ชาวประมงจะใส่ปูในกระสอบป่านมัดปากถุง หรือตะกร้าไม้ไผ่ หรือตะกร้าพลาสติกที่มีกระสอบหรือใบไม้ปิดฝาเพื่อรักษาความชื้น การขนส่งปูทะเลโดยวิธีนี้มีความเสียหายน้อยมากเพราะระยะการเดินทางสั้น แต่ถ้าจำเป็นต้องส่งปูไป ในที่ ไกล ๆ ที่ใช้ระยะเวลาในการเดินทางตั้งแต่ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ก็นิยมบรรจุปูในกล่องโฟม ชั้นล่างมีน้ำแข็งห่อด้วยถุงโพลีเอทธีลีนเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในหีบห่อให้อยู่ระหว่าง18-22 องศาเซลเซียส ชั้นบนบรรจุปูทะเลมีตาข่ายลวดช่วยป้องกันไม่ให้ปูสัมผัสกับน้ำแข็งที่ชั้นล่างของกล่อง การขนส่งด้วยวิธีนี้ ปูจะมีอัตรารอดร้อยละ 90 ถ้าระยะเวลาในการขนส่งปูประมาณ 2-3 วัน
ปูทะเลถ้าต้องการเก็บไว้นาน ๆ ควรเก็บไว้ในที่ร่ม มีกระสอบคลุมเพื่อรักษาความชื้น ถ้าในบรรยากาศมีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ระหว่าง 86-91% ที่อุณหภูมิระหว่าง 26-28 องศาเซลเซียส ปูจะสามารถมีชีวิตพ้นน้ำได้นานถึง 17-18 วัน มีอัตรารอดมากกว่าร้อยละ 60
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตรารอดของปูทะเลในขณะขนส่ง
การสูญเสียน้ำในตัวมากเกินไปเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปูตายในขณะที่ขนส่ง วิธีที่จะลดการสูญเสียในขณะที่ขนส่งปูทะเลก็คือ ต้องป้องกันไม่ให้ปูถูกลม หรือถูกแดดในขณะที่ขนส่ง เพื่อให้ปูสูญเสียน้ำน้อยที่สุด ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตรารอดของปูทะเลในขณะที่ขนส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั้นได้แก่ อุณหภูมิ และ ความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศ
อุณหภูมิ
อุณหภูมิมีอิทธิพลต่ออัตรารอดของปูในขณะที่ขนส่ง ถ้ารักษาอุณหภูมิในภาชนะที่บรรจุปูให้อยู่ระหว่าง 12-20 องศาเซลเซียส ที่ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 95 ปูจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 10 วัน ที่อุณหภูมิ 12 องศาเซลเซียส แต่ที่อุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 95 เท่ากัน ปูจะมีชีวิตประมาI 6 วัน อุณหภูมิที่เหมาะในการเก็บรักษาปูและในขณะขนส่งปูทะเลจะอยู่ระหว่าง 20-26 องศาเซลเซียส
ความชื้นสัมพัทธ์
ความชื้นในอากาศมีอิทธิพลต่ออัตรารอดของปูทะเลในขณะขนส่งมากกว่าอุณหภูมิ ที่อุณหภูมิ 20oเซลเซียส ปูทะเลจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 3 วัน ถ้าภาชนะที่บรรจุปูมีความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 77 แต่ปูจะอยู่ได้นานถึง 10 วัน ถ้าในที่เก็บรักษาปูมีความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 95
การควบคุมความชื้นและอุณหภูมิในขณะขนส่ง
การรักษาอุณหภูมิและความชื้นในขณะที่ขนส่งให้อยู่ในระดับที่ต้องการมีหลายวิธี วิธีที่ง่ายได้แก่การใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และราคาถูกมาใช้ปกคลุมปูทะเลในขณะขนส่ง วัสดุที่นิยมใช้กันได้แก่สาหร่ายทะเล และ ขี้เลื่อย
สาหร่ายทะเล
สาหร่ายทะเลเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย เหมาะสำหรับใช้คลุมปูทะเลเพื่อรักษาความชื้นให้ปูทะเลในระหว่างที่ทำการขนส่งในระยะใกล้ เช่นจากท่าเรือหรือจากแหล่งที่ทำการประมงไปยังตลาด แต่ถ้าเป็นการขนส่งที่ใช้ระยะเวลาเกิน 12 ชั่วโมง สาหร่ายทะเลจะเน่าทำให้ปูตายได้
ขี้เลื้อย
ขี้เลื่อยเป็นวัสดุที่เก็บความชื้นได้ดี ราคาถูก ที่อุณหภูมิ 26.1 องศาเซลเซียส ความชื้นบรรยากาศร้อยละ 91.1 ปูทะเลที่บรรจุในกล่องที่มีขี้เลื่อยเปียกน้ำทะเล สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 7 วัน
การนำเข้าและการส่งออกปูทะเลของไทย
ประเทศไทยมีทั้งการนำเข้าและการส่งออกปูทะเล แต่เนื่องจากกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้แยกชนิดของปูที่ส่งออกหรือนำเข้านั้นว่าเป็นปูทะเลหรือปูม้า ข้อมูลการนำเข้าและส่งออกข้อมูลที่เสนอในบทนี้เป็นปริมาณปูมีชีวิต (live crab) และปูแช่เย็น (fresh or chilled crab) ที่ได้จากกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ โดยประเมินว่าปูแช่เย็นร้อยละ 80 ของปริมาณปูที่นำเข้าหรือส่งออกนั้นเป็นปูทะเล
ในช่วงปี 2535-2540 ปริมาณปูทะเลที่ไทยนำเข้าได้เพิ่มจาก 253 เมตริกตัน (มูลค่า 18 ล้านบาท) ในปี 2535 เป็น 984 เมตริกตัน (มูลค่า 228.75 ล้านบาท) ในปี 2540 (ตารางที่ 8.7 และตารางที่ 8.9) ปริมาณปูทะเลที่ไทยส่งออกได้เพิ่มจาก 707 เมตริกตัน(มูลค่า 57 ล้านบาท) ในปี 2535 เป็น 2,721 เมตริกตัน(มูลค่า 177.19 ล้านบาท) ในปี 2540
ในปี 2540 ไทยนำปูทะเลเข้าประเทศเป็นจำนวน 984.34 เมตริกตัน มูลค่าประมาณ 228.75 ล้านบาท เป็นปูจากประเทศ ปากีสถาน(45.04%) อินเดีย(29.41%) บังคลาเทศ (10.65%) เมียนม่า(8.22%) และเขมร(4.98% ) ปูที่ไม่ได้ขนาดหรือมีขนาดเล็ก
เกษตรกรจะนำไปเลี้ยงต่อเพื่อให้ได้ขนาดก่อนที่จะส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ในปี 2540 ปูทะเลที่ส่งออกมีจำนวน 2,720.52 เมตริกตัน เป็นปูที่ส่งไปประเทศไต้ไหวันเป็นจำนวนถึง 2,376.4 เมตริกตัน มูลค่าประมาณ 142.57 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 87.36 ของปริมาณปูที่ไทยส่งออกทั้งหมด รองลงไปได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่นและจีน
ปริมาณปูทะเลที่นำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ใน ปี 2535-2540
(หน่วย:เมตริกตัน)
| ประเทศ |
2535 |
2536 |
2537 |
2538 |
2539 |
2540 |
% |
| ปากีสถาน |
0 |
37.86 |
81.96 |
258.74 |
408.91 |
443.34 |
45.04 |
| อินเดีย |
0 |
86.54 |
200.01 |
322.59 |
473.35 |
289.51 |
29.41 |
| บังคลาเทศ |
106.09 |
460.48 |
413.45 |
324.74 |
273.02 |
104.88 |
10.65 |
| เมียนม่า |
59.65 |
76.48 |
174.36 |
173.52 |
91.67 |
80.93 |
8.22 |
| เขมร |
36.81 |
148.90 |
59.63 |
13.10 |
0 |
49.00 |
4.98 |
| อื่น ๅ |
50.6 |
89.4 |
24.32 |
4.26 |
5.31 |
16.68 |
1.7 |
| รวม |
253.15 |
899.66 |
953.73 |
1096.95 |
1252.26 |
984.34 |
100 |
ที่มา : กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์, 2541; 1/ : อินโดนีเซีย มาเลเซีย ศรีลังกา
ปริมาณปูทะเลที่ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศระหว่าง ปี 2535-2540
(หน่วย: เมตริกตัน)
| ประเทศ |
2535 |
2536 |
2537 |
2538 |
2539 |
2540 |
% |
| ไต้หวัน |
432.47 |
688.16 |
477.06 |
776.45 |
1,041.24 |
2,376.74 |
87.36 |
| ญี่ปุ่น |
72.06 |
20.26 |
73.66 |
100.93 |
119.14 |
54.45 |
2.00 |
| สิงคโปร์ |
2.14 |
0.88 |
170.00 |
3.47 |
11.94 |
81.93 |
3.09 |
| ฮ่องกง |
195.11 |
24.97 |
91.49 |
131.19 |
41.31 |
81.50 |
3.00 |
| จีน |
0 |
0.88 |
5.84 |
18.22 |
2.87 |
35.56 |
1.31 |
| อื่น ๅ 1/ |
5.13 |
0.54 |
1.77 |
14.12 |
22.24 |
17.08 |
0.63 |
| รวม |
706.91 |
735.69 |
820.22 |
1044.38 |
1,238.74 |
2,720.52 |
100 |
ที่มา : กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์, 2541; 1/ : ออสเตรเลีย มาเลเซีย เกาหลีใต้
มูลค่าของปูทะเลที่นำเข้า ปี 2535-2540
(หน่วย : พันล้านบาท)
| ประเทศ |
2535 |
2536 |
2537 |
2538 |
2539 |
2540 |
% |
| บังคลาเทศ |
9,263 |
41,745 |
39,263 |
60,384 |
61,657 |
21,769 |
9.52 |
| เขมร |
676 |
1,953 |
996 |
197 |
0 |
49,000 |
21.42 |
| เวียดนาม |
3,758 |
5,831 |
252 |
0 |
1,102 |
3,773 |
1.65 |
| เมียนม่า |
4,225 |
9,825 |
14,435 |
23,163 |
20,995 |
15,096 |
6.60 |
| ปากีสถาน |
0 |
4,784 |
8,111 |
45,908 |
93,795 |
84,308 |
36.85 |
| อินเดีย |
0 |
8,124 |
18,586 |
52,963 |
107,055 |
54,743 |
23.93 |
| อื่น ๅ 1/ |
76 |
1,680 |
1,733 |
430 |
931 |
63 |
0.03 |
| รวม |
17,998 |
73,942 |
83,376 |
183,045 |
285,535 |
228,752 |
100 |
ที่มา : กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์,2541; 1/ : อินโดนีเซีย มาเลเซีย ศรีลังกา
มูลค่าของปูทะเลที่ส่งออกระหว่าง ปี 2535-2540
(หน่วย : พันบาท)
| ประเทศ |
2535 |
2536 |
2537 |
2538 |
2539 |
2540 |
% |
| ไต้หวัน |
28,160 |
38,143 |
29,763 |
50,771 |
72,212 |
142,573 |
80.46 |
| ญี่ปุ่น |
16,836 |
6,566 |
22,134 |
38,248 |
33,797 |
15,385 |
8.68 |
| สิงคโปร์ |
129 |
80 |
7,301 |
462 |
2,471 |
8,935 |
5.04 |
| ฮ่องกง |
11,926 |
1,361 |
6,937 |
8,198 |
3,241 |
4,831 |
2.73 |
| จีน |
0 |
53 |
395 |
1,048 |
138 |
4,069 |
2.30 |
| อื่น ๆ 1/ |
307 |
34 |
175 |
1,521 |
3,950 |
1,400 |
0.79 |
| รวม |
57,358 |
46,237 |
66,705 |
100,248 |
115,809 |
177,193 |
100 |
ที่มา : กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์, 2541; 1/ : ออสเตรเลีย มาเลเซีย เกาหลีใต้
|
|
|
|
|
| |
If you have any question please, contact : info@crab-trf.com
© Copyright 2005 - All rights Reserved by : Artty.
|
|
|
|