|
|
|
|
ปูก่อนลอกคราบจะเป็นระยะที่ปูมีความสมบูรณ์เต็มที่ สะอาด เพราะก่อนที่ปูจะลอกคราบ 2-3 วัน ปูจะไม่กินอาหาร อาหารที่มีอยู่ในกะเพาะระหว่างนั้นจะถูกย่อยไปใช้ในกระบวนการลอกคราบ ดังนั้นหลังจากลอกคราบกะเพาะอาหารจะว่าง ลำไส้จะสะอาดไม่มีกากอาหารหรือสิ่งปฏิกูลหลงเหลืออยู่ กระดอง และ รยางค์ต่าง ๆ เช่น ขาว่ายน้ำ และก้ามจะนิ่มสามารถบริโภคได้ทั้งตัว มีคุณค่าทางโภชนาอาหารสูง มีปริมาณแคลเซียมสูง เป็นช่วงที่ปูมีปริมาณคลอเรสเตอรอลน้อยที่สุด ปูนิ่มจึงเป็นที่นิยมของตลาด เพราะรับประทานสะดวก เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ และ สตรีที่ต้องการแคลเซียม ปูเมื่อลอกคราบแล้ว ส่วนมากจะมีรยางค์ต่างครบถ้วน ยกเว้นปูที่มีปัญหาในการสลัดเปลือกในระหว่างลอกคราบ ปูนิ่มสามารถเลี้ยงได้ในกระชัง ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ในบ่อดิน หรือในถังซีเมนต์ที่ใช้ระบบน้ำไหลหรือระบบหมุนเวียนก็ได้ ปัจจุบันมีเลี้ยงที่จังหวัดตราด สมุทรสาคร ชุมพร ระนอง และสตูล
จังหวัดที่มีการเลี้ยงปูนิ่ม
| จังหวัด |
จำนวน(ราย) |
ผลผลิต (ก.ก./ปี) |
ที่อยู่ |
| ตราด |
1 |
2,400 |
นายเฉลิม ขาวคม ต.หนองคันทรง โทร. 01-2186140 |
| สมุทรสาคร |
1 |
12,000 |
นายนิวัติ พุ่มแจ่ม ต.โคกขาม อ.เมืองโทร. 01-2186140 |
| ชุมพร |
1 |
15,000 |
นายจิโรจน์ ไพฑูรย์ 90/2 หมู่ 5 สาพลี อ.ประทิว |
| สตูล |
1 |
ไม่มีข้อมูล |
หมู่ 3 ต. ปูยู (7บ่อ,1.0 ไร่) |
|
1 |
ไม่มีข้อมูล |
บ้านหัวทาง ต. พิมาย (7บ่อ, 420 ตรม.) |
|
8 |
ไม่มีข้อมูล |
หมู่ 7 ต. ท่าแพ (36บ่อ,5.06 ไร่) |
|
1 |
ไม่มีข้อมูล |
หมู่3 บ้านเกาะนก ต. คลองขุด อ.เมือง |
| ระนอง |
1 |
15,000 |
นายมนู มีชัย ต. บางลิ้น อ.กระบุรี |
ปูที่นำมาทำปูนิ่มควรเป็นปูดำ เพราะปูขาวและปูเขียวนั้นมีราคาสูงกว่าปูดำ แม้จะเป็นปูขนาดเล็กก็ตาม แต่เมื่อเป็นปูนิ่มแล้ว ราคาจะเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นปูดำ ปูขาว หรือปูเขียว ขนาดที่เหมาะควรเป็นปูขนาดกระดองกว้างระหว่าง 5.0-6.0 ซ.ม. (ประมาณ 15-18 ตัว/ก.ก.) เมื่อลอกคราบแล้วจะได้ปูขนาด 8.0-9.0 ซ.ม. (ประมาณ 10-12 ตัว/ก.ก.) ถ้านำปูที่ขนาดใหญ่กว่า 10-12 ตัว/ก.ก.มาทำปูนิ่ม ต้นทุนในการซื้อพันธุ์ปูจะสูง ราคาขายปูนิ่มที่ขายจะไม่แตกต่างกับปูนิ่มขนาดเล็กมากนัก ระยะเวลาที่ใช้ผลิตปูแต่ละรุ่นจะนานขึ้นด้วย ปูที่ใช้ควรเป็นปูเพศผู้ที่อยู่ในระยะลอกคราบที่ 3 (stage C) ถ้าเป็นปูที่อยู่ในระยะที่ 2(stage B) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าปูโพรกนั้น ต้องนำเลี้ยงให้เป็นปูแน่นเสียก่อน ถ้าเป็นปูตัวเมียควรเป็นปูที่มีขนาดจับปิ้งอยู่ในขั้นที่ 1-3 เพราะปูในระยะนี้ลอกคราบเร็ว ส่วนปูเพศเมียที่มีจับปิ้งในขั้นที่ 4 ควรนำไปเลี้ยงเป็นปูไข่ น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
การเลี้ยงปูนิ่มในกระชัง
ปูนิ่มสามารถเลี้ยงในกระชัง ในแหล่งน้ำบริเวณป่าชายเลน แหล่งน้ำกร่อย หรือที่ตื้นบริเวณชายฝั่ง ที่กำบังคลื่นลม กระแสน้ำไม่แรงนัก ระดับน้ำที่ลงต่ำสุดไม่ต่ำกว่า 2.00 ม. สำหรับทำเลที่มีน้ำลึก กระชังอาจจะวางอยู่บนแพไม้มีทุ่นลอยที่สามารถลอยขึ้นลงตามระดับน้ำ แต่ถ้าน้ำไม่ลึกมาก ตัวกระชังก็อาจจะยึดติดกับเสาไม้ บนกระชังก็มีที่สำหรับวางตะกร้าไม้ไผ่หรือตะกร้าที่ทำด้วยโพลีเอสธีลิน ขนาด 30 ซ.ม. x 45 ซ.ม. x 20 ซ.ม. ภายในตะกร้าแบ่งออกเป็นสี่ช่อง สำหรับบรรจุปูช่องละตัว ตะกร้ามีฝาปิดเปิดได้ สำหรับให้อาหาร และเพื่อป้องกันปูหนี กระบะที่เลี้ยงปูส่วนหนึ่งจะจมอยู่ในน้ำประมาณ 15 ซ.ม. วิธีนิยมปฏิบัติกันที่ ตำบลคลองขุด บ้านเกาะนก อำเภอเมือง ในคลองเกาะนก ที่จังหวัดสตูล ปูที่ปล่อยจะตัดก้ามและขาให้เหลือเฉพาะขาว่ายน้ำ ปล่อยเลี้ยงในอัตรา 20 ตัว/ก.ก. ให้อาหารวันละ 1 ครั้ง ระยะเวลาที่เลี้ยงประมาณ 20-30 วัน
การเลี้ยงนิ่มในคอก
ที่ ตำบลบางลิ้น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง มีการเลี้ยงปูนิ่มในคอก ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่มีน้ำขึ้นลง เกษตรกรจะใช้ฟากที่ทำด้วยไม้ไผ่มากั้นเป็นคอกเพื่อกันปูหนี โดยปักลงไปในดินประมาณ 1 เมตร และสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร ในคอกจะมีแคร่ไม้กรุด้วยไม้ไผ่สำหรับปล่อยปู แคร่ไม้นี้ในเวลาน้ำขึ้นน้ำจะท่วมกรงปู แต่ในเวลาน้ำลง แคร่ไม้จะแห้ง เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด วิธีนี้มีข้อเสีย ผลผลิตปูนิ่มที่ได้มีคุณภาพไม่ดี ตัวปูมีรอยช้ำ หรือรยางค์ฉีกขาด ไม่สวยไม่ชวนซื้อ ทำให้ราคาตก นอกจากนี้ปูที่ยังไม่ลอกคราบจะกินตัวที่กำลังจะลอกคราบ ทำให้อัตรารอดต่ำ
เลี้ยงปูนิ่มในบ่อดิน
บ่อดินที่มีระบบถ่ายเทน้ำดีก็สามารถใช้เลี้ยงปูนิ่มได้ บ่อดินอาจจะใช้บ่อกุ้งที่ทิ้งร้างหรือจะขุดขึ้นใหม่ก็ได้ การเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงปูนิ่มก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับในเตรียมบ่อเพื่อเลี้ยงปูเนื้อ ที่จังหวัดสตูล มีการเลี้ยงปูนิ่มในบ่อดินอยู่ 16 ราย เนื้อที่ 8 ไร่ พันธุ์ปูที่ใช้เลี้ยงได้จากการรวบรวมจากธรรมชาติ จากชาวประมงท้องถิ่น หรือจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น พังงา กระบี่ และตรัง ปูที่นำมาทำปูนิ่ม มีขนาด 10-15 ตัว/ก.ก. มีน้ำหนักประมาณ 100 ก./ ตัว
ฟาร์มปูนิ่มที่ จังหวัดสตูล ใช้ วิธีตัดก้ามและขาเดินทิ้ง ให้เหลือแต่ขาว่ายน้ำ เช่นเดียวกันกับวิธีที่นิยมใช้กันที่ จังหวัดสมุทรสาคร ปล่อยเลี้ยงในอัตรา 40 ตัว/ตรม. ให้ปลาสดเป็นอาหาร ในอัตรา 10 ตัว/ก.ก. วันละ 2 ครั้ง (เช้า และเย็น ) ขณะที่เลี้ยงเปลี่ยนน้ำ ทุก ๆ 5 วัน (ถ่ายน้ำจนแห้งบ่อ) ทุกครั้งที่ถ่ายน้ำจะดูดเอาอาหารและเลนก้นบ่อออกด้วย
การเลี้ยงแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเรียกว่าระยะขุน ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 20-30 วัน เมื่อต้องการจับปู จะใช้วิธีระบายออกให้แห้งบ่อ แล้วใช้สวิงตัก หลังจากนั้นนำมาพักในบ่อที่มีระดับน้ำประมาณ 50 ซ.ม. บ่อนี้จะมีน้ำไหลผ่านตลอด มีการถ่ายน้ำ ทุก ๆ 6 ชั่วโมง เพื่อจับปูที่ลอกคราบ การจับก็เช่นเดียวกับการจับครั้งแรก คือถ่ายน้ำออกจนหมดบ่อ แล้วใช้สวิงจับ ภายในเวลา 2 วัน ก็จะจับปูได้หมด นำปูที่จับได้มาล้างน้ำให้สะอาด แช่น้ำจืดประมาณ 2 ช.ม. เพื่อให้หมดความเค็ม แล้วนำใส่ถุงพลาสติกเป็นตัว ๆ มัดด้วยยาง นำเข้าแช่แข็ง ก่อนบรรจุโฟมส่งจำหน่าย
การเลี้ยงปูนิ่มในบ่อซีเมนต์
ปูนิ่มต้องการการดูแล ความเอาใจใส่ค่อนข้างมาก น้ำที่ใช้เลี้ยงต้องมีคุณภาพดี อาหารที่ให้ต้องเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง พื้นบ่อต้องสะอาด ดังนั้น อุปกรณ์ในการเลี้ยงปูนิ่มเช่นระบบอากาศ การเลี้ยงปูนิ่มในกระชังในแหล่งน้ำธรรมชาติหรือในบ่อดินนั้น ค่อนข้างยุ่งยากในเรื่องการจัดการ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงมีได้มีการดัดแปลงวิธีการเลี้ยงมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงปูนิ่มอาจจะก่อด้วยอิฐบล๊อกสูงประมาณ 50 ซ.ม ผิวด้านในและด้านนอกฉาบปูนเรียบเพื่อกันน้ำไม่ให้ซึม บ่อปูนิ่มควรมีหลังคาคลุมเพื่อป้องกันน้ำฝนที่อาจทำให้น้ำที่เลี้ยงปูมีความเค็มน้ำต่ำ อย่างที่นายนิวัติ พุ่มแจ่ม ที่ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครและนายเฉลิม ขาวคม ตำบลหนองคันทรง จังหวัดตราด ปฏิบัติอยู่
เทคนิคการเลี้ยงปูนิ่ม
เมื่อได้พันธุ์ปูตามต้องการแล้ว นำปูไปแช่ในน้ำยาไอโอดีนเข้มข้นนานประมาณ 5-10 นาทีเพื่อกำจัดพาราสิต แบคทีเรีย หรือเชื้อโรคที่อาจจะติดตามเหงือกและรยางค์ต่าง ๆ ก่อนที่นำไปเลี้ยงควรให้ปูปรับตัวเข้ากับสภาพในบ่อที่จะเลี้ยงประมาณ 24 ชั่วโมง บ่อที่ใช้เลี้ยงอาจจะเป็นบ่อซีเมนต์หรือบ่อดินก็ได้ ถ้าเป็นบ่อซีเมนต์จะเลี้ยงในน้ำทะเลสูงประมาณ 25 ซ.ม. ถ้าเป็นบ่อดินนิยมนำปูไปแยกเลี้ยงในตะกร้า ๆ ละหนึ่งตัว ระยะเวลาที่ใช้เลี้ยงประมาณ 35-37 วัน ปูก็จะเริ่มทำการลอกคราบ โดยธรรมชาติปูจะลอกคราบในช่วงน้ำขึ้นลงเต็มที่ในช่วงระหว่างขึ้น 15 ค่ำและแรม 3 ค่ำ การปล่อยให้ปูลอกคราบตามธรรมชาตินั้นต้องใช้เวลาเลี้ยงปูแต่ละรุ่นนานถึง 1-2 เดือน ดังนั้นการพัฒนาเทคนิคที่ช่วยปูลอกคราบเร็วขึ้น จึงเป็นงานที่น่าสนใจและมีคุณค่าแก่การศึกษา
วิธีหนึ่งที่นิยมปฏิบัติและใช้ได้ผลดี ก็คือ วิธีกระตุ้นให้ปูลอกคราบเร็วขึ้นโดยโดยวิธีตัดรยางค์ของปูทิ้ง ที่ได้ผลดีและง่ายต่อการปฏิบัติก็คือ การตัดขาปูขาใดขาหนึ่งทิ้ง แต่ที่ฟาร์มปูนิ่มนิยมปฏิบัติกันส่วนใหญ่ก็คือ ตัดขาเดินทั้งสี่คู่ทิ้ง ให้เหลือแต่ขาว่ายน้ำคู่สุดท้ายคู่เดียว การตัดรยางค์ของปูนั้นต้องทำด้วยความประณีต มิฉะนั้นปูจะเสียเลือดและตายในที่สุด
วิธีที่ดีที่สุดก็คือใช้คีม จับรยางค์ที่ต้องการตัดไว้เฉย ๆ แล้วปล่อยให้ตัวปูเป็นอิสระ โดยสัญชาติญานเอาตัวรอด ปูจะปล่อยรยางค์ส่วนนั้นทิ้งเองโดยอัตโนมัติ การที่ปูสูญเสียรยางค์ส่วนใดส่วนหนึ่งในระยะก่อนลอกคราบ จะไปกระตุ้นกลไกการสร้างขาทดแทนทำงาน ถ้ารยางค์ที่สูญเสียไปพร้อมกันสามคู่หรือมากกว่านั้น กลไกในการสร้างขาทดแทน จะไปช่วยเร่งให้ปูลอกคราบเร็วขึ้นแม้สิ่งแวดล้อมภายนอกจะไม่อำนวยก็ตาม
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลอกคราบของปูที่เลี้ยงในบ่อได้แก่ระดับฮอร์โมนที่ควบคุมการลอกคราบและฮอร์โมนที่เร่งในการลอกคราบ เกษตรกรจะกระตุ้นให้ต่อมที่ผลิตโฮโมนส์ดังกล่าวทำงานด้วยวิธีตัดก้ามและขาว่ายน้ำ การเปลี่ยนแปลงความเค็มและอุณหภูมิของน้ำในบ่อที่มีอิทธิพลต่อการลอกคราบ เกษตรกรจะควบคุมให้คงที่โดยสร้างโรงเรือนคลุมบ่อที่เลี้ยง โดยมีผ้าใบหรือข่ายไนลอนช่วยกรองแสงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
อาหารที่ใช้เลี้ยงปูควรเป็นอาหารมีคุณค่าทางอาหารสูง และให้ในปริมาณที่เพียงพอ ที่นิยมใช้เลี้ยงปูนิ่มได้แก่เนื้อปลาสด ถ้าเป็นปลาที่มีขนาดโตหน่อย เช่นปลาข้างเหลือง ก็ควรแล่เอาแต่เนื้อ หั้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ถ้าเป็นปลาขนาดเล็กเช่นปลากระตัก (ปลาจิงชัง) ก็ให้ทั้งตัวได้ ถ้าเป็นหอยกะพงหรือหอยแมลงภู่ก็ให้ทั้งเปลือก ในระยะ 10 วันแรกจะให้อาหารวันละครั้ง ระหว่างเวลา 17.00-18.00 น. ในอัตราร้อยละ 8-10 ของน้ำหนักปูที่เลี้ยง หลังจากวันที่ 10 ลดปริมาณอาหารที่เหลือประมาณร้อยละ 5 โดยให้วันเว้นวัน ปริมาณอาหารที่ให้และความถี่ในการให้อาหารนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชำนาญของผู้เลี้ยง เมื่อใกล้ลอกคราบปูจะกินอาหารน้อยลง และจะหยุดกินก่อนลอกคราบ การให้อาหารมีหลักอยู่ว่าต้องให้อาหารเพียงพอ ถ้าให้ปริมาณมากน้ำจะเสีย ระหว่างเลี้ยงต้องทำความสะอาดบ่อ หรือตะกร้าทุก ๅ 15 ถ้าเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำวันละครั้ง
เมื่อปูใกล้ต้องต้องทำการตรวจให้บ่อยขึ้น ถ้าเป็นไปได้ควร ทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ถ้าสังเกตว่าปูเริ่มหยุดกินอาหารแสดงว่าปูจวนจะลอกคราบ หลังจากปูลอกคราบแล้ว 6 ชั่วโมง กระดองปูจะเริ่มแข็งไม่สามารถนำไปทำปูนิ่มได้ ปูส่วนใหญ่จะลอกคราบในเวลากลางคืน ระยะเวลาที่ปูทะเลลอกคราบตั้งแต่ปูกระดองเก่าเริ่มล่อนจากเยื่อหุ้มตัว จนกระทั่งปูดีดตัวเองออกจากคราบเก่าจะใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เมื่อพบว่าปูได้ลอกคราบแล้ว ควรเริ่มทยอยเก็บปูที่ลอกคราบ แล้วนำไปล้างและแช่น้ำจืดประมาณ 30 นาที เพื่อล้างเมือกและความเค็มตามตัวปูก่อนที่จะนำไปบรรจุในกล่องพลาสติกที่เตรียมไว้ กล่องหนึ่งจะบรรจุปูประมาณ 1-2 ตัวแล้วแต่ขนาด จากนั้นนำไปแช่แข็งในตู้แช่ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เพื่อรอลูกค้าไปรับหรือนำไปส่งลูกค้าขาประจำ
ตลาดปูนิ่ม
ในปี 2538 ปูนิ่มที่ขายกันตามร้านอาหารและภัตตราคารมีชื่อในเมืองใหญ่ ๆ ประมาณกิโลกรัมละ 250-300 บาท ส่วนราคาหน้าฟาร์มอยู่ระหว่าง กิโลกรัมละ170-200 บาท ตลาดต่างประเทศนั้นยังไม่มีการสำรวจและเปิดตลาดเท่าที่ควร ประเทศที่มีศักยภาพสูงสำหรับปูนิ่มของไทยได้แก่ญี่ปุ่น สหรัฐเมริกา ฮ่องกง สิงค์โปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน และจีน
ปัญหาและอุปสรรคการเลี้ยงปูนิ่ม
ปัญหา และ อุปสรรคในการเลี้ยงปูนิ่ม ได้แก่ พันธุ์ปูที่นำมาใช้เลี้ยง ปัจจุบันใช้ปูขนาดเล็กที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งมีแนวโน้มว่ามีจำนวนลดน้อยลงทุกปี ปัญหาตลาดยังไม่มีปัญหาในปัจจุบัน เพราะการผลิตปูนิ่มยังจำกัดอยู่ในวงแคบ ๆ ปริมาณปูที่ผลิตได้ยังมีไม่มากจนเกินความต้องการภายในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศก็มี ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ที่ฟาร์มปูนิ่มใหญ่ ๅ สามารถจัดส่งให้ได้ตามที่สั่ง ปัจจุบันยังไม่มีการควบคุมคุณภาพของปูนิ่มที่ฟาร์มต่าง ๆ ผลิตโดยเฉพาะในช่วงหลังการเก็บเกี่ยว นอกจากฟาร์มปูนิ่มรายใหญ่ ๆ เท่านั้นที่มีอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ที่สามารถควบคุมผลิตภัณฑ์ของตนให้ได้มาตรฐานตามที่ประเทศที่สั่งปูกำหนดไว้
ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการเลี้ยงปูนิ่ม
กระดองปูทะเลประกอบด้วยสารโพลีแซคคาไรด์ที่เรียกว่าไคติน (chitin) เมื่อดึงเอาอะเซทธิลกรุ๊ปของไคตินออก จะได้สารไคโตซาน (chitosan) เป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณร้อยละ 10-15 ไคโตซานเป็นโพลีเมอร์ที่สามารถรับประจุบนหมู่อะมิโนอิสสระ ไคโตซานจึงสามารถสลายในตัวทำลายที่มี pH < 5.5 เช่นสารละลายอินทรีย์เจือจาง กรดฟอร์มิก (formic acid)กรดไพรูวิก (pyruvic acid) กรดมาลิก (malic acid) กรดทาร์ทาริก (tartaric acid) และ(citric acid)กรดซิตริก นอกจากนี้ยังสามารถละลายได้ในกรดไนตริก (nitric acid) กรดไฮโดรลิกเจือจางและกรดเปอร์คลอริก ละลายได้เล็กน้อยในกรดฟอสฟอริก แต่ไม่ละลายในกรดซัลฟูริก (sulfuric acid) และน้ำ ดังนั้น ไคโตซานจึงมีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เช่นมีประโยชน์ในด้านการบำบัดน้ำเสีย ของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตภัณฑ์นม และโรงงานผลิตเครื่องสำอางค์ ที่มีปริมาณอินทรีย์สารและโลหะหนัก พวก ทองแดง นิคเกิล สังกะสี โครเมียม และเหล็ก ในน้ำทิ้งมาก โปรตีนที่ตกตะกอนสามารถนำกลับมาใช้เป็นวัสดุ (substrate) ให้จุลินทรีย์ในบ่อบำบัดน้ำเสีย หรือในบ่อกุ้งเกาะ เพื่อให้จุลินทรีย์ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีประสิทธิ์ในการทำงานมากขึ้น
ปริมาณของไคตินและไคโตซานจากเปลือกส่วนต่าง ๆ ของปูทะเล
| ส่วนต่าง ๆ ของปูทะเล |
ไคติน |
ไตโตซาน |
| กระดอง |
12.22 + 5.46 |
10.38 + 4.35 |
| ท้อง |
16.04+5.57 |
13.31+2.78 |
| ก้าม |
9.59+3.62 |
7.11+3.09 |
| ขาว่ายน้ำ |
18.70+1.64 |
14.66+1.22 |
| เฉลี่ย |
14.14 |
11.37 |
ที่มา : ปราณี,2541
ด้านการเกษตร ไคโตซานและไคตินคอมแพล็กซ์สามารถนำไปใช้กำจัดเชื้อรา Sclerotium rolfsii ที่ทำให้เกิดโรคโคนเน่าในพืชตะกูลถั่วหลายชนิด โดยเป็นตัวชักนำยีนให้มีความสามารถความต้านทานต่อเชื้อโรคได้สูงขึ้น นอกจากนี้ไคโตซานยังมีประโยชน์ต่อการปรับปรุงคุณภาพดินทางด้านอินทรีย์วัตถุ และนำไปผสมอาหารหรับสัตว์ปีก หรืออาหารกุ้ง
ด้านการแพทย์และเภสัชกรรมไคโตซานสามารถนำมาทำเป็นเยื่อไคโตซานสำหรับใช้เป็นผ้าพันแผล ช่วยในการรักษาและป้องกันการติดเชื้อ สามารถนำมาแปรรูปเป็นไคโตซานอะซิเตทสำหรับเป็นยาสามานแผล ช่วยลดการปวดและลดการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการรักษากระดูกและฟัน การรักษาโรคตา และเหงือกอีกด้วย อนุพันธ์ไคตินสามารถใช้เป็นตัวนำส่งตัวยาเข้าร่างกายอย่างมีระบบหรือเฉพาะที่ได้ สามารถใช้ในรูปประวิงเวลาเพื่อปล่อยตัวยาอย่างช้า ๆ ตามเวลาที่กำหนด ใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์เช่น ครีมและโลชั่นให้ความชุ่มชื้น และใช้ส่วนประกอบผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาผม
ด้านโภชนาการ ไคโตซานสามารถนำมาใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารบำรุงสุขภาพเพื่อช่วยลดโคเลสเตอร์รอล นำมาใช้ในการตกตะกอนไวน์ขาวและไวน์แดง ทำเป็นฟิลม์สำหรับเคลือบอาหารช่วยในการลดจำนวนแบคทีเรียและยืดอายุในการเก็บให้ยาวขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำไปแปรรูปให้อยู่ในรูปเอนคาร์บอกซีเมทธิลไคโตซาน (N-carboxymethyl chitosan) ใช้เป็นสารปรุงแต่งผลิตภัณฑ์อาหารทะเลต่าง ๆ ให้มีกลิ่นกุ้ง เช่นผลิตภัณฑ์ซอสรสกุ้ง
ด้านผลิตภัณฑ์กระดาษและสิ่งทอ สำมารถนำไปใช้ผลิตไส้กรอง สำหรับกรองน้ำและกรองอากาศ หรือใช้ทำบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังสามารถนำไคโตซานกับใยโพลีโซนิค (polysonic) มาทอกับใยฝ้ายเพื่อทำชุดชั้นใน ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดกลิ่นและเชื้อราที่ทำให้เกิดอาการผื่นคัน เป็นต้น
กระดองปูทะเลที่ลอกคราบแล้ว ไม่ควรทิ้งควรรวบรวมไปขายให้แก่โรงงานเพื่อนำไปสกัดไคตินและคีโตซาน ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่รับซื้อกระดองปูหรือเปลือกปูเพื่อนำไปสกัดสารไคตินและไคโตซานนับว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่ผู้เลี้ยงปูนิ่มน่าจะหาทางใช้ประโยชน์จากกระดองปู แทนที่จะทิ้งให้สูญเปล่า ปัจจุบันไคโตซานซื้อขายกันในราคาประมาณกิโลกรัมละ400-500บาท ขึ้นอยู่กับวิธีการบรรจุและคุณภาพของผลิตภัณฑ์
|
|
|
|
| |
If you have any question please, contact : info@crab-trf.com
© Copyright 2005 - All rights Reserved by : Artty.
|
|
|
|