|
|
|
|
 |
|
|
|
 |
ปูม้าจัดอยู่ในกลุ่มของปูว่ายน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Portunus pelagicus (Linnaeus 1758) ปูกลุ่มนี้ในประเทศไทยมีประมาณ 19 ชนิด (ตารางที่ 1) พบตามบริเวณที่ตื้นชายฝั่ง ระหว่างเขตน้ำขึ้นน้ำลงและบริเวณห่างจากฝั่งประมาณ 20 กิโลเมตรที่ระดับน้ำลึกประมาณ 30-50 เมตร ของอ่าวไทย และทางฝั่งทะเลอันดามัน ในจำนวนปูว่ายน้ำ 19ชนิดนี้ ปูม้าจัดเป็นปูที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากชนิดหนึ่ง ในช่วงปี 2535- 2539 ปริมาณปูม้าที่จับได้ด้วยเครื่องมืออวนจมปู และลอบพับที่ขึ้นที่แพปูทั่วประเทศมีประมาณ 36,300-41,900 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,294 -1,782 ล้านบาท (ตารางที่ 2) จำนวนนี้ส่วนหนึ่งได้ส่งออกไปยังประเทศไต้หวัน และฝรั่งเศสในรูปของปูสดแช่เย็น จำนวน 1,660 เมตริกตัน มูลค่าประมาณ 185.43 ล้านบาท ส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย ยุโรป แคนาดา และสหรัฐอเมริกาในรูปของเนื้อปูกระป๋อง 6,157 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,023.44 ล้านบาท (กรมประมง, 2542)
ตารางที่ 1 ชนิดของปูม้าและแหล่งที่พบในประเทศไทย
| 1. |
Portunus argentatus (White,1847) พบที่ สงขลา ปัตตานี และ ภูเก็ต |
| 2. |
P. brockii (De Man ,1887) พบที่จันทบุรี ตราด และ ภูเก็ต |
| 3. |
P. gladiator (Fabricius ,1798) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ตรัง ระนอง ภูเก็ต และ พังงา |
| 4. |
P. gracilimanusi (Stimpson ,1858) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี |
| 5. |
P. granulatusi (H. Mile Edwards,1834) พบที่ ตราด และ ภูเก็ต |
| 6. |
P. hastatoides (Fabricius ,1798) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภูเก็ต พังงาและกระบี่ |
| 7. |
P. inominatus (Rathbun ,1909) พบที่ ตราด |
| 8. |
P. longispispinosus (Dana ,1852) พบที่ อ่าวไทยและทะเลอันดามัน |
| 9. |
P. minutus (Shen ,1937) พบที่ จันทบุรี ตราด นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี |
| 10. |
P. orbicularis (Richters,1880) พบที่ ภูเก็ต |
| 11. |
P. orbitominus (Rathbun ,1911) พบที่ ภูเก็ต |
| 12. |
P.pelagicus, (Linnaeus, 1758) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ระนอง ภูเก็ต พังงาและกระบี่ |
| 13. |
P.pseudoargenatus (Stephenson, 1961) พบที่ สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช |
| 14. |
P.pulchricristatus (Gordon, 1931) พบที่ จันทบุรี ตราด นครศรีธรรมราช และ ภูเก็ต |
| 15. |
P.rubromarginatus (Lanchester, 1900) พบที่ อ่าวไทย |
| 16. |
P.sanguinolentus (Herbst, 1783) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ตรัง สตูล ระนอง ภูเก็ต และกระบี่ |
| 17. |
P.tenuipes (De Haan, 1835) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สงขลา ปัตตานี และ ภูเก็ต |
| 18. |
P. tuberculosus (H. Mile Edwards ,1861) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และภูเก็ต |
| 19. |
P.tweediei (Shen ,1938) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ระนอง ภูเก็ต พังงาและกระบี่ |
ที่มา :Phaibul,1998
ตารางที่ 2 ปริมาณปูม้าที่จับได้ด้วยเครื่องมือประเภทอวนจมปู - ลอบพับ ในปี 2535- 2539
| |
2535 |
2536 |
2537 |
2538 |
2539 |
| ปริมาณ (เมตริกตัน) |
36,300 |
37,400 |
40,100 |
41,200 |
41,900 |
| มูลค่า (ล้านบาท) |
1,293.9 |
1,164.1 |
1,461.7 |
1,878.9 |
1,781.5 |
(กรมประมง, 2542)
แม้ว่าผลผลิตปูม้าที่จับได้ด้วยเครื่องมืออวนจมปูและลอบพับทั่วประเทศในช่วงปี 2535-2539 จะไม่ลดลงก็ตาม (ตารางที่ 2) แต่จากการสอบถามชาวประมงที่มีอาชีพจับปูม้าในอ่าวไทยและทางฝั่งทะเลอันดามัน ต่างก็ให้คำตอบเหมือนกันว่า ปูม้าหายากขึ้น ปูที่จับได้มีขนาดเล็กลง ปริมาณปูที่จับได้แต่ละวันน้อยลงทั้งที่ได้ลงแรงเท่าเดิม การที่ปริมาณปูที่จับได้จากอวนจมปู หรือลอบพับไม่ลดลงแต่กลับมีแนวโน้มสูงขึ้น นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากปูม้าราคาดี ตลาดมีความต้องการสูง เป็นแรงจูงใจให้ชาวประมงหันมามีอาชีพจับปูมากขึ้น ปัจจุบันปูสดแช่เย็นที่ซื้อขายกันในตลาดท้องถิ่นต่าง ๆ จะอยู่ในราคาประมาณกิโลกรัมละ 80-120 บาทหรือประมาณกิโลกรัมละ 180-220 บาทสำหรับปูมีชีวิตขึ้นอยู่กับแหล่งที่ขาย ขนาดและคุณภาพของปู
ข้อมูลเหล่านี้แม้จะไม่ใช้ข้อมูลทางวิชาการแต่ก็เป็นเสียงสะท้อนจากชาวประมงซึ่งควรรับฟัง ที่ได้ชี้ให้เห็นสถานภาพของทรัพยากรปูม้าที่มีอยู่ในอ่าวไทยและทางฝั่งทะเลอันดามันในปัจจุบันว่าอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง นอกจากปูม้าที่มีอยู่จะถูกชาวประมงจับใช้อย่างหนักแล้ว อัตราการตายของลูกปูวัยอ่อนอีกส่วนหนึ่งก็สูงด้วยเพราะเครื่องมือประมงประเภทอวนรุน และอวนลาก
เนื่องจากปูม้าก็เป็นปูที่มีศักยภาพทางด้านการเพาะเลี้ยงสูง (ตารางที่ 3) เช่นเดียวกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม ปลาเก๋า และปลากะพง ดังนั้นการเพาะเลี้ยงปูม้าน่าจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ประสพกับการขาดทุนและมีความประสงค์จะเลิกเลี้ยงกุ้ง หรือเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านที่มีอาชีพอวนรุนและอวนลากที่รัฐบาลต้องการลดจำนวนชาวประมงและเครื่องมือประมงประเภทนี้ให้น้อยลงได้ การเพาะเลี้ยงปูม้าเป็นมาตราหนึ่งที่สามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากรปูม้าที่อยู่จำกัดตามธรรมชาติได้
การเพาะฟักลูกปูม้าในเชิงพาณิชย์
ปัจจุบันยังไม่มีการผลิตลูกปูม้าในเชิงพาณิชย์ แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ คงจะมีภาคเอกชนให้ความสนใจที่จะผลิตลูกปูม้าจำหน่ายให้แก่เกษตรกรเช่นเดียวกับกุ้งกุลาดำ และปลากะพง การผลิตลูกปูม้าในเชิงพาณิชย์นั้นง่าย มีปัญหาน้อยกว่ากุ้งกุลาดำ ปลากะพง และปลาเก๋า ในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน คือ
พ่อแม่พันธุ์ : ในการเพาะกุ้งกุลาดำ ปลากะพง และปลาเก๋านั้น ปัญหาใหญ่ที่พบได้แก่ปัญหาพ่อแม่พันธุ์หายาก มีราคาแพง สำหรับปูม้านั้นไม่มีปัญหา เพราะพ่อแม่พันธุ์หาง่ายและราคาถูก นอกจากจะใช้แม่ปูที่มีไข่นอกกระดองซึ่งหาไม่ยากแล้ว จับปิ้งปูเพศเมียที่มีไข่นอกกระดองที่โรงงานผลิตปูกระป๋องไม่ต้องการ และมีปริมาณมากนั้นก็สามารถนำมาใช้เพาะหรือผลิตลูกปูขนาดเล็กได้เช่นกัน
ปริมาณไข่ที่ปูม้าวางไข่แต่ละครั้ง : ปูม้ามีปริมาณไข่ดก ใกล้เคียงกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม ปลาเก๋า และปลากะพงขาว แม่ปูม้าขนาดกระดองกว้างประมาณ 8-12 ซม.จะมีไข่ประมาณ 80,000-3,000,000 ฟอง ขึ้นอยู่กับขนาด อายุ และความสมบูรณ์ของแม่พันธุ์ การเพาะฟักแต่ละครั้งจะให้ปริมาณลูกปูจำนวนมาก ในระยะแรกนี้ แม้ว่าอัตรารอดจากไข่ - ลูกปูขนาดเล็กระยะที่ 1 จะมีเพียง 1 % หรือน้อยกว่านั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะไข่ปูม้าที่ผสมแล้วมีปริมาณมากและหาได้ง่าย ในระยะยาวก็สามารถพัฒนาเทคนิคในการอนุบาลลูกปูวัยอ่อนให้มีอัตรารอดให้สูงขึ้น ให้อยู่ในระดับร้อยละ 40-60 ได้ไม่ยาก อย่างในกรณีย์ของกุ้งกุลาดำ หรือกุ้งก้ามกราม
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความเหมาะสมการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ระหว่างปูม้ากับสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ
| |
ปูม้า |
ปูทะเล |
กุลาดำ |
ก้ามกราม |
เก๋า |
กะพง |
| 1.พ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ผลิตลูกพันธุ์ |
หาง่ายราคาถูก |
หาง่ายราคาถูก |
หายากราคาแพง |
หาง่ายราคาถูก |
หายากราคาแพง |
หายาก ราคาแพง |
| 2.ปริมาณไข่/แม |
ดก |
ดก |
ดก |
ดก |
ดก |
ดก |
| 4. การเพาะพันธุ์ |
ทำได้ |
ทำได้ |
ทำได้ |
ทำได้ |
ทำได้ |
ทำได้ |
| 5.การผลิตลูกปูในเชิงพาณิชย์ |
ยังไม่มี |
ยังไม่มี |
เอกชนผลิตได้ |
เอกชนผลิตได้ |
เอกชนผลิตได้ |
เอกชนผลิตได้ |
| 3.การปรับตัวให้เข้ากับสภาพบ่อ |
ดี |
ดี |
ดี |
ดี |
ดี |
ดี |
| 4.ปัญหาเรื่องโรค |
มีน้อย |
มีน้อย |
มีมาก |
มีมาก |
ปานกลาง |
ปานกลาง |
| 5.ทนต่อการจับฉวย |
สูง |
สูง |
ปานกลาง |
ปานกลาง |
ปานกลาง |
ปานกลาง |
| 6.การเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ |
ยังไม่มี |
แพร่หลายปานกลาง |
แพร่หลายมาก |
แพร่หลายมาก |
แพร่หลายปานกลาง |
แพร่หลายมาก |
| 7.เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง |
ยังไม่พัฒนา |
พัฒนาระดับหนึ่ง |
พัฒนาระดับสูง |
พัฒนามาก |
พัฒนาปานกลาง |
พัฒนาปานกลาง |
8.ระยะเวลาเลี้ยง / รุ่น ปูเล็กเป็นปูใหญ่ ปูไข่ ปูนิ่ม ปูขุน |
4 -6 เดือน 30 วัน 20-40 วัน 30 วัน |
6 -8 เดือน 30 วัน 20-40 วัน 30 วัน |
4 -6 เดือน |
6 -8 เดือน |
6 -8 เดือน |
6 -8 เดือน |
| 8.ตลาด |
ต้องการสูง |
ปานกลาง |
ต้องการสูง |
ปานกลาง |
ต้องการสูง |
ปานกลาง |
9.ราคา(กก./ บ. ) สดแช่เย็น มีชีวิต ปูไข่ ปูนิ่ม |
70-120 180-220 150-200 150-200 |
- 200 -250 300-350 250-300 |
150-250 200-350 - - |
180-200 200-250 - - |
80-150 250-350 - - |
100-180 200-250 - - |
ระยะเวลาในการวิวัฒนาการเป็นปูขนาดเล็กหลังจากฟักเป็นตัว : หลังจากที่ไข่ฟักเป็นตัว ปูม้าใช้เวลาประมาณ 14 วันก็จะวิวัฒนาการผ่านขั้นตอนจาก zoea เป็น megalopa และลูกปูขนาดเล็ก ในขณะที่ปูทะเลต้องใช้เวลาประมาณ 30 วัน และ กุ้งกุลาดำ ประมาณ 25 วัน
เทคนิคในการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อน : เนื่องจากโรงเรือน และอุปกรณ์ในการเพาะลูกปูม้าวัยไม่แตกต่างกับการเพาะกุ้งเพาะปลา ดังนั้นโรงเพาะฟักกุ้งและโรงเพาะฟักปลาที่มีอยู่จำนวนมากก็สามารถเปลี่ยนจากการผลิตลูกกุ้ง ลูกปลาเป็นลูกปูได้ไม่ยาก อีกประการหนึ่ง เทคนิคการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อนคล้ายคลึงกับของปูทะเล และลูกกุ้ง ดังนั้นไม่ยากที่เกษตรกรจะนำเอาเทคนิคเหล่านั้นที่ได้รับการพัฒนาแล้วในระดับสูงมาดัดแปลงใช้กับการผลิตลูกปูม้า ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะปูม้าในเชิงพาณิชย์ของของศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ต.โคกขาม อ. เมือง จ. สมุทรสาคร และ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ. ระนองประมง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็พอที่จะให้ความมั่นใจแก่ภาคเอกชนที่สนใจว่า การผลิตลูกปูม้าสำหรับใช้ในธุรกิจเพาะเลี้ยงนั้นสามารถทำได้ และมีความเป็นไปได้สูง (วารินทร์, 2544)
การปรับปรุงพันธุ์
การเลี้ยงสัตว์บก สัตว์น้ำนั้น การปรับปรุงพันธุ์สัตว์มีสายพันธุ์ที่ดีเหมาะแก่การเพาะเลี้ยง โตเร็ว มีความต้านทานโรค มีสีสรรเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น เป็นสิ่งจำเป็นและต้องทำเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ปูม้าก็เช่นเดียวกัน การพัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพ เหมาะสำหรับการเลี้ยงในบ่อดิน เช่น เป็นสายพันธุ์ปูที่โตเร็ว เชื่อง ไม่กินกันเองสามารถเลี้ยงรวมกันได้ในบ่อในอัตราที่หนาแน่น สามารถกินอาหารเม็ดสูตรต่าง ๆ ตามวัยและอายุของปู สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี มีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำ มีความต้านทานต่อโรคสูง ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะทำให้ธุรกิจการเพาะเลี้ยงปูม้ามีความเสี่ยงน้อยและยั่งยืน การปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะดังกล่าวมีความเป็นไปได้ และไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก อย่างกรณีย์ของกุ้งกุลาดำ ที่ได้ดำเนินการมานานกว่า 5 ปี เสียค่าใช้จ่ายไปมากกว่า 50 ล้านบาท แต่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
การเลี้ยงในบ่อดิน
ปูม้าสามารถเลี้ยงในบ่อดินได้เช่นเดียวกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม ปลาเก๋า หรือปลากะพงขาว ปูม้ามีคุณสมบัติพิเศษที่เหนือกว่ากุ้งกุลาดำ ที่มีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำในบ่อ สามารถมีชีวิตและเจริญเติบโตได้ดีในบ่อ แม้เป็นบ่อกุ้งที่ทิ้งร้างที่มีระดับน้ำเพียง 0.50-1.00 ม. มีศัตรูน้อยกว่ากุ้ง ปูม้าไม่ทำลายคันบ่อ
ระยะเลาที่ใช้เลี้ยงปูม้าให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ
ปูม้าสามารถนำมาเลี้ยงเป็นปูไข่ เป็นนิ่ม หรือขุนปูโพรกให้เป็นปูแน่นซึ่งใช้เวลาประมาณ 20-30 วันเช่นเดียวกันกับปูทะเล ถ้าเป็นการเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูที่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ ปูม้าใช้เวลาเลี้ยงใกล้เคียงกับกุ้งกุลาดำ แต่ใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่า ปูทะเล กุ้งก้ามกราม ปลาเก๋า และปลากะพงขาว (ตารางที่ 2) จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยของศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ต.โคกขาม อ. เมือง จ. สมุทรสาคร ในบ่อดินขนาด 0.8 ไร่ ระดับน้ำลึกประมาณ 1.20 ม. ถ้าเลี้ยงด้วยความหนาแน่นระหว่าง 0.5-1.5 ตัว/ตร.ม จะสามารถเลี้ยงปูขนาด 0.78-1.16 ก. ให้โตได้ขนาด 90-140 ก. ในระยะ 4 เดือน ซึ่งเป็นขนาดโตพอที่จะขายได้ในราคา 70-90 บาท/กก.
การเลี้ยงปูม้าในบ่อกุ้งร้าง
ปัจจุบันประเทศไทยมีนากุ้งร้างตามจังหวัดชายทะเลต่าง ไม่ต่ำกว่า 25,000 ไร่ (Banchong et. al., 1995 ) บ่อกุ้งร้างเหล่านี้สามารถนำมาเลี้ยงปูม้าได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบ่อไม่มากนัก การเลี้ยงปูม้าในบ่อกุ้งร้างนับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะนำทรัพยากรที่มีอยู่และไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ให้มีการผลิตอีกครั้งหนึ่ง
พฤติกรรมการกินอาหาร
ปูม้ากินอาหารได้หลายรูปแบบ นอกจากเนื้อปลาแล้ว ปูม้ายังสามารถกินอาหารเปียกที่เกษตรกรสามารถจัดทำขึ้นเอง หรืออาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับกุ้งกุลาดำ หรือ กุ้งก้ามกรามที่มีขายในท้องตลาด
รูปแบบของการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์
ปูม้ามีรูปแบบการเพาะเลี้ยงคล้ายคลึงกับปูทะเล คือสามารถเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูใหญ่ ปูไข่ ปูนิ่ม และปูเนื้อ ซึงใช้เงินในการลงทุนไม่สูงนัก ระยะเวลาที่ใช้เลี้ยงสั้นและผลตอบแทนจากการลงทุนเร็วและดีพอสมควร
ราคาและความต้องการตลาด
ปูม้ามีตลาดรองรับดี เป็นที่ต้องการของตลาดท้องถิ่น และตลาดต่างประเทศ ปูม้าสามารถขายได้ในสภาพของปูมีชีวิตและปูสดแช่เย็น ปูไข่ และ ปูนิ่ม เนื้อปูม้ามีคุณสมบัติดี คือโมเลกุลของโปรตีนมีความสามารถยึดเหนี่ยว คงรูปได้ดีกว่าเนื้อปูทะเล ดังนั้นเนื้อปูม้าจึงสามารถนำไปแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ในรูปของเนื้อปูสดแช่เย็น หรือเนื้อปูกระป๋องได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตปูเนื้อกระป๋องประมาณ 10 โรง ซึ่งต้องการเนื้อปูม้าเป็นวัตถุดิบประมาณวันละ 20 ตัน ปัจจุบันมีวัตถุดิบที่ได้จากชาวประมงในจังหวัดต่าง ๆ ที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงประมาณวันละ 10 ตันเท่านั้น ปูม้ามีดีเช่นปูมีชีวิตจากบ่อ ขนาด 8-10 ตัว/ กิโลกรัมสามารถขายได้ในตลาดท้องถิ่นประมาณ กิโลกรัมละ 70-110 บาท (ขนาด 3-4 ตัวกิโลกรัม ราคาประมาณกิโลกรัมละ 180-220 บาท) ถ้าไม่ขายในตลาดสดจะนำไปส่งขายให้โรงงานปูกระป๋องก็ได้ โรงงานปูกระป๋องยินดีจะรับซื้อปูในราคาเดียวกันหรือสูงกว่าปูม้าที่จับได้จากอวนลอยหรือลอบพับเล็กน้อย เพราะปูม้าจากบ่อดินมีคุณภาพสูงกว่าปูม้าที่จับได้จากทะเล จุคือสามารถปรับปรุงคุณภาพและขนาดของผลผลิตได้ตามที่โรงงานต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นปูม้าจากบ่อดินยังสามารถามารถจับส่งโรงงานได้ในสภาพของปูมีชีวิตอีกด้วย ปูม้าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่ประสพปัญหากับการขาดทุนและมีความประสงค์จะเลิกเลี้ยงกุ้ง หรือจะเป็นอาชีพรองของชาวประมงพื้นบ้านที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ ส่วนที่ไม่อยากละทิ้งอาชีพประมงซึ่งเป็นอาชีพหลักก็สามารถเลี้ยงปูม้าเป็นอาชีพรองก็ได้ การเพาะเลี้ยงปูม้าในบ่อดินจะมีความเสี่ยงน้อย ให้ผลตอบแทนเร็ว และยั่งยืน ถ้าเทคโนโลยีการผลิตลูกปูวัยอ่อน เทคโนโลยีการเลี้ยงปูในบ่อ การบำรุงพันธุ์ และจัดการฟาร์ม ได้มีพัฒนาและปรับปรุง ให้ก้าวหน้า และง่ายสำหรับเกษตรกรในท้องถิ่นที่จะนำไปใช้ปฏิบัติ
|
|
|
|
| |
If you have any question please, contact : info@crab-trf.com
© Copyright 2005 - All rights Reserved by : Artty.
|
|
|
|