Home About Us Gallery Contact Us Link
  ปูทะเล
  การประมงปูทะเล
  ปูทะเลเชิงพาณิชย์
  การเลี้ยงปูนิ่ม
  ปูม้า
  ปูแสม
  ปูนา
  ฐานข้อมูล
  เมนูอาหาร
  เครือข่ายปู
  กระดานสนทนา
 
 

ปูม้าจัดอยู่ในกลุ่มของปูว่ายน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Portunus pelagicus (Linnaeus 1758) ปูกลุ่มนี้ในประเทศไทยมีประมาณ 19 ชนิด (ตารางที่ 1) พบตามบริเวณที่ตื้นชายฝั่ง ระหว่างเขตน้ำขึ้นน้ำลงและบริเวณห่างจากฝั่งประมาณ 20 กิโลเมตรที่ระดับน้ำลึกประมาณ 30-50 เมตร ของอ่าวไทย และทางฝั่งทะเลอันดามัน ในจำนวนปูว่ายน้ำ 19ชนิดนี้ ปูม้าจัดเป็นปูที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากชนิดหนึ่ง ในช่วงปี 2535- 2539 ปริมาณปูม้าที่จับได้ด้วยเครื่องมืออวนจมปู และลอบพับที่ขึ้นที่แพปูทั่วประเทศมีประมาณ 36,300-41,900 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,294 -1,782 ล้านบาท (ตารางที่ 2) จำนวนนี้ส่วนหนึ่งได้ส่งออกไปยังประเทศไต้หวัน และฝรั่งเศสในรูปของปูสดแช่เย็น จำนวน 1,660 เมตริกตัน มูลค่าประมาณ 185.43 ล้านบาท ส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย ยุโรป แคนาดา และสหรัฐอเมริกาในรูปของเนื้อปูกระป๋อง 6,157 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,023.44 ล้านบาท (กรมประมง, 2542)

ตารางที่ 1 ชนิดของปูม้าและแหล่งที่พบในประเทศไทย
1. Portunus argentatus (White,1847) พบที่ สงขลา ปัตตานี และ ภูเก็ต
2. P. brockii (De Man ,1887) พบที่จันทบุรี ตราด และ ภูเก็ต
3. P. gladiator (Fabricius ,1798) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ตรัง ระนอง ภูเก็ต และ พังงา
4. P. gracilimanusi (Stimpson ,1858) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี
5. P. granulatusi (H. Mile Edwards,1834) พบที่ ตราด และ ภูเก็ต
6. P. hastatoides (Fabricius ,1798) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภูเก็ต พังงาและกระบี่
7. P. inominatus (Rathbun ,1909) พบที่ ตราด
8. P. longispispinosus (Dana ,1852) พบที่ อ่าวไทยและทะเลอันดามัน
9. P. minutus (Shen ,1937) พบที่ จันทบุรี ตราด นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี
10. P. orbicularis (Richters,1880) พบที่ ภูเก็ต
11. P. orbitominus (Rathbun ,1911) พบที่ ภูเก็ต
12. P.pelagicus, (Linnaeus, 1758) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ระนอง ภูเก็ต พังงาและกระบี่
13. P.pseudoargenatus (Stephenson, 1961) พบที่ สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช
14. P.pulchricristatus (Gordon, 1931) พบที่ จันทบุรี ตราด นครศรีธรรมราช และ ภูเก็ต
15. P.rubromarginatus (Lanchester, 1900) พบที่ อ่าวไทย
16. P.sanguinolentus (Herbst, 1783) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ตรัง สตูล ระนอง ภูเก็ต และกระบี่
17. P.tenuipes (De Haan, 1835) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สงขลา ปัตตานี และ ภูเก็ต
18. P. tuberculosus (H. Mile Edwards ,1861) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และภูเก็ต
19. P.tweediei (Shen ,1938) พบที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ระนอง ภูเก็ต พังงาและกระบี่
ที่มา :Phaibul,1998

ตารางที่ 2 ปริมาณปูม้าที่จับได้ด้วยเครื่องมือประเภทอวนจมปู - ลอบพับ ในปี 2535- 2539
  2535 2536 2537 2538 2539
ปริมาณ (เมตริกตัน) 36,300 37,400 40,100 41,200 41,900
มูลค่า (ล้านบาท) 1,293.9 1,164.1 1,461.7 1,878.9 1,781.5
(กรมประมง, 2542)

แม้ว่าผลผลิตปูม้าที่จับได้ด้วยเครื่องมืออวนจมปูและลอบพับทั่วประเทศในช่วงปี 2535-2539 จะไม่ลดลงก็ตาม (ตารางที่ 2) แต่จากการสอบถามชาวประมงที่มีอาชีพจับปูม้าในอ่าวไทยและทางฝั่งทะเลอันดามัน ต่างก็ให้คำตอบเหมือนกันว่า ปูม้าหายากขึ้น ปูที่จับได้มีขนาดเล็กลง ปริมาณปูที่จับได้แต่ละวันน้อยลงทั้งที่ได้ลงแรงเท่าเดิม การที่ปริมาณปูที่จับได้จากอวนจมปู หรือลอบพับไม่ลดลงแต่กลับมีแนวโน้มสูงขึ้น นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากปูม้าราคาดี ตลาดมีความต้องการสูง เป็นแรงจูงใจให้ชาวประมงหันมามีอาชีพจับปูมากขึ้น ปัจจุบันปูสดแช่เย็นที่ซื้อขายกันในตลาดท้องถิ่นต่าง ๆ จะอยู่ในราคาประมาณกิโลกรัมละ 80-120 บาทหรือประมาณกิโลกรัมละ 180-220 บาทสำหรับปูมีชีวิตขึ้นอยู่กับแหล่งที่ขาย ขนาดและคุณภาพของปู

ข้อมูลเหล่านี้แม้จะไม่ใช้ข้อมูลทางวิชาการแต่ก็เป็นเสียงสะท้อนจากชาวประมงซึ่งควรรับฟัง ที่ได้ชี้ให้เห็นสถานภาพของทรัพยากรปูม้าที่มีอยู่ในอ่าวไทยและทางฝั่งทะเลอันดามันในปัจจุบันว่าอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง นอกจากปูม้าที่มีอยู่จะถูกชาวประมงจับใช้อย่างหนักแล้ว อัตราการตายของลูกปูวัยอ่อนอีกส่วนหนึ่งก็สูงด้วยเพราะเครื่องมือประมงประเภทอวนรุน และอวนลาก

เนื่องจากปูม้าก็เป็นปูที่มีศักยภาพทางด้านการเพาะเลี้ยงสูง (ตารางที่ 3) เช่นเดียวกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม ปลาเก๋า และปลากะพง ดังนั้นการเพาะเลี้ยงปูม้าน่าจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ประสพกับการขาดทุนและมีความประสงค์จะเลิกเลี้ยงกุ้ง หรือเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านที่มีอาชีพอวนรุนและอวนลากที่รัฐบาลต้องการลดจำนวนชาวประมงและเครื่องมือประมงประเภทนี้ให้น้อยลงได้ การเพาะเลี้ยงปูม้าเป็นมาตราหนึ่งที่สามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากรปูม้าที่อยู่จำกัดตามธรรมชาติได้

การเพาะฟักลูกปูม้าในเชิงพาณิชย์

ปัจจุบันยังไม่มีการผลิตลูกปูม้าในเชิงพาณิชย์ แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ คงจะมีภาคเอกชนให้ความสนใจที่จะผลิตลูกปูม้าจำหน่ายให้แก่เกษตรกรเช่นเดียวกับกุ้งกุลาดำ และปลากะพง การผลิตลูกปูม้าในเชิงพาณิชย์นั้นง่าย มีปัญหาน้อยกว่ากุ้งกุลาดำ ปลากะพง และปลาเก๋า ในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน คือ

พ่อแม่พันธุ์ : ในการเพาะกุ้งกุลาดำ ปลากะพง และปลาเก๋านั้น ปัญหาใหญ่ที่พบได้แก่ปัญหาพ่อแม่พันธุ์หายาก มีราคาแพง สำหรับปูม้านั้นไม่มีปัญหา เพราะพ่อแม่พันธุ์หาง่ายและราคาถูก นอกจากจะใช้แม่ปูที่มีไข่นอกกระดองซึ่งหาไม่ยากแล้ว จับปิ้งปูเพศเมียที่มีไข่นอกกระดองที่โรงงานผลิตปูกระป๋องไม่ต้องการ และมีปริมาณมากนั้นก็สามารถนำมาใช้เพาะหรือผลิตลูกปูขนาดเล็กได้เช่นกัน

ปริมาณไข่ที่ปูม้าวางไข่แต่ละครั้ง : ปูม้ามีปริมาณไข่ดก ใกล้เคียงกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม ปลาเก๋า และปลากะพงขาว แม่ปูม้าขนาดกระดองกว้างประมาณ 8-12 ซม.จะมีไข่ประมาณ 80,000-3,000,000 ฟอง ขึ้นอยู่กับขนาด อายุ และความสมบูรณ์ของแม่พันธุ์ การเพาะฟักแต่ละครั้งจะให้ปริมาณลูกปูจำนวนมาก ในระยะแรกนี้ แม้ว่าอัตรารอดจากไข่ - ลูกปูขนาดเล็กระยะที่ 1 จะมีเพียง 1 % หรือน้อยกว่านั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะไข่ปูม้าที่ผสมแล้วมีปริมาณมากและหาได้ง่าย ในระยะยาวก็สามารถพัฒนาเทคนิคในการอนุบาลลูกปูวัยอ่อนให้มีอัตรารอดให้สูงขึ้น ให้อยู่ในระดับร้อยละ 40-60 ได้ไม่ยาก อย่างในกรณีย์ของกุ้งกุลาดำ หรือกุ้งก้ามกราม

ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความเหมาะสมการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ระหว่างปูม้ากับสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ
  ปูม้า ปูทะเล กุลาดำ ก้ามกราม เก๋า กะพง
1.พ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ผลิตลูกพันธุ์ หาง่ายราคาถูก หาง่ายราคาถูก หายากราคาแพง หาง่ายราคาถูก หายากราคาแพง หายาก ราคาแพง
2.ปริมาณไข่/แม ดก ดก ดก ดก ดก ดก
4. การเพาะพันธุ์ ทำได้ ทำได้ ทำได้ ทำได้ ทำได้ ทำได้
5.การผลิตลูกปูในเชิงพาณิชย์ ยังไม่มี ยังไม่มี เอกชนผลิตได้ เอกชนผลิตได้ เอกชนผลิตได้ เอกชนผลิตได้
3.การปรับตัวให้เข้ากับสภาพบ่อ ดี ดี ดี ดี ดี ดี
4.ปัญหาเรื่องโรค มีน้อย มีน้อย มีมาก มีมาก ปานกลาง ปานกลาง
5.ทนต่อการจับฉวย สูง สูง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง
6.การเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ ยังไม่มี แพร่หลายปานกลาง แพร่หลายมาก แพร่หลายมาก แพร่หลายปานกลาง แพร่หลายมาก
7.เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง ยังไม่พัฒนา พัฒนาระดับหนึ่ง พัฒนาระดับสูง พัฒนามาก พัฒนาปานกลาง พัฒนาปานกลาง
8.ระยะเวลาเลี้ยง / รุ่น
ปูเล็กเป็นปูใหญ่
ปูไข่
ปูนิ่ม
ปูขุน


4 -6 เดือน
30 วัน
20-40 วัน
30 วัน


6 -8 เดือน
30 วัน
20-40 วัน
30 วัน


4 -6 เดือน


6 -8 เดือน


6 -8 เดือน


6 -8 เดือน
8.ตลาด ต้องการสูง ปานกลาง ต้องการสูง ปานกลาง ต้องการสูง ปานกลาง
9.ราคา(กก./ บ. )
สดแช่เย็น
มีชีวิต
ปูไข่
ปูนิ่ม

70-120
180-220
150-200
150-200

-
200 -250
300-350
250-300

150-250
200-350
-
-

180-200
200-250
-
-

80-150
250-350
-
-

100-180
200-250
-
-


ระยะเวลาในการวิวัฒนาการเป็นปูขนาดเล็กหลังจากฟักเป็นตัว : หลังจากที่ไข่ฟักเป็นตัว ปูม้าใช้เวลาประมาณ 14 วันก็จะวิวัฒนาการผ่านขั้นตอนจาก zoea เป็น megalopa และลูกปูขนาดเล็ก ในขณะที่ปูทะเลต้องใช้เวลาประมาณ 30 วัน และ กุ้งกุลาดำ ประมาณ 25 วัน

เทคนิคในการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อน : เนื่องจากโรงเรือน และอุปกรณ์ในการเพาะลูกปูม้าวัยไม่แตกต่างกับการเพาะกุ้งเพาะปลา ดังนั้นโรงเพาะฟักกุ้งและโรงเพาะฟักปลาที่มีอยู่จำนวนมากก็สามารถเปลี่ยนจากการผลิตลูกกุ้ง ลูกปลาเป็นลูกปูได้ไม่ยาก อีกประการหนึ่ง เทคนิคการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อนคล้ายคลึงกับของปูทะเล และลูกกุ้ง ดังนั้นไม่ยากที่เกษตรกรจะนำเอาเทคนิคเหล่านั้นที่ได้รับการพัฒนาแล้วในระดับสูงมาดัดแปลงใช้กับการผลิตลูกปูม้า ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะปูม้าในเชิงพาณิชย์ของของศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ต.โคกขาม อ. เมือง จ. สมุทรสาคร และ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ. ระนองประมง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็พอที่จะให้ความมั่นใจแก่ภาคเอกชนที่สนใจว่า การผลิตลูกปูม้าสำหรับใช้ในธุรกิจเพาะเลี้ยงนั้นสามารถทำได้ และมีความเป็นไปได้สูง (วารินทร์, 2544)

การปรับปรุงพันธุ์

การเลี้ยงสัตว์บก สัตว์น้ำนั้น การปรับปรุงพันธุ์สัตว์มีสายพันธุ์ที่ดีเหมาะแก่การเพาะเลี้ยง โตเร็ว มีความต้านทานโรค มีสีสรรเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น เป็นสิ่งจำเป็นและต้องทำเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ปูม้าก็เช่นเดียวกัน การพัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพ เหมาะสำหรับการเลี้ยงในบ่อดิน เช่น เป็นสายพันธุ์ปูที่โตเร็ว เชื่อง ไม่กินกันเองสามารถเลี้ยงรวมกันได้ในบ่อในอัตราที่หนาแน่น สามารถกินอาหารเม็ดสูตรต่าง ๆ ตามวัยและอายุของปู สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี มีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำ มีความต้านทานต่อโรคสูง ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะทำให้ธุรกิจการเพาะเลี้ยงปูม้ามีความเสี่ยงน้อยและยั่งยืน การปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะดังกล่าวมีความเป็นไปได้ และไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก อย่างกรณีย์ของกุ้งกุลาดำ ที่ได้ดำเนินการมานานกว่า 5 ปี เสียค่าใช้จ่ายไปมากกว่า 50 ล้านบาท แต่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

การเลี้ยงในบ่อดิน

ปูม้าสามารถเลี้ยงในบ่อดินได้เช่นเดียวกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม ปลาเก๋า หรือปลากะพงขาว ปูม้ามีคุณสมบัติพิเศษที่เหนือกว่ากุ้งกุลาดำ ที่มีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำในบ่อ สามารถมีชีวิตและเจริญเติบโตได้ดีในบ่อ แม้เป็นบ่อกุ้งที่ทิ้งร้างที่มีระดับน้ำเพียง 0.50-1.00 ม. มีศัตรูน้อยกว่ากุ้ง ปูม้าไม่ทำลายคันบ่อ

ระยะเลาที่ใช้เลี้ยงปูม้าให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ

ปูม้าสามารถนำมาเลี้ยงเป็นปูไข่ เป็นนิ่ม หรือขุนปูโพรกให้เป็นปูแน่นซึ่งใช้เวลาประมาณ 20-30 วันเช่นเดียวกันกับปูทะเล ถ้าเป็นการเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูที่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ ปูม้าใช้เวลาเลี้ยงใกล้เคียงกับกุ้งกุลาดำ แต่ใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่า ปูทะเล กุ้งก้ามกราม ปลาเก๋า และปลากะพงขาว (ตารางที่ 2) จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยของศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ต.โคกขาม อ. เมือง จ. สมุทรสาคร ในบ่อดินขนาด 0.8 ไร่ ระดับน้ำลึกประมาณ 1.20 ม. ถ้าเลี้ยงด้วยความหนาแน่นระหว่าง 0.5-1.5 ตัว/ตร.ม จะสามารถเลี้ยงปูขนาด 0.78-1.16 ก. ให้โตได้ขนาด 90-140 ก. ในระยะ 4 เดือน ซึ่งเป็นขนาดโตพอที่จะขายได้ในราคา 70-90 บาท/กก.

การเลี้ยงปูม้าในบ่อกุ้งร้าง

ปัจจุบันประเทศไทยมีนากุ้งร้างตามจังหวัดชายทะเลต่าง ไม่ต่ำกว่า 25,000 ไร่ (Banchong et. al., 1995 ) บ่อกุ้งร้างเหล่านี้สามารถนำมาเลี้ยงปูม้าได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบ่อไม่มากนัก การเลี้ยงปูม้าในบ่อกุ้งร้างนับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะนำทรัพยากรที่มีอยู่และไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ให้มีการผลิตอีกครั้งหนึ่ง

พฤติกรรมการกินอาหาร

ปูม้ากินอาหารได้หลายรูปแบบ นอกจากเนื้อปลาแล้ว ปูม้ายังสามารถกินอาหารเปียกที่เกษตรกรสามารถจัดทำขึ้นเอง หรืออาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับกุ้งกุลาดำ หรือ กุ้งก้ามกรามที่มีขายในท้องตลาด

รูปแบบของการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์

ปูม้ามีรูปแบบการเพาะเลี้ยงคล้ายคลึงกับปูทะเล คือสามารถเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูใหญ่ ปูไข่ ปูนิ่ม และปูเนื้อ ซึงใช้เงินในการลงทุนไม่สูงนัก ระยะเวลาที่ใช้เลี้ยงสั้นและผลตอบแทนจากการลงทุนเร็วและดีพอสมควร

ราคาและความต้องการตลาด

ปูม้ามีตลาดรองรับดี เป็นที่ต้องการของตลาดท้องถิ่น และตลาดต่างประเทศ ปูม้าสามารถขายได้ในสภาพของปูมีชีวิตและปูสดแช่เย็น ปูไข่ และ ปูนิ่ม เนื้อปูม้ามีคุณสมบัติดี คือโมเลกุลของโปรตีนมีความสามารถยึดเหนี่ยว คงรูปได้ดีกว่าเนื้อปูทะเล ดังนั้นเนื้อปูม้าจึงสามารถนำไปแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ในรูปของเนื้อปูสดแช่เย็น หรือเนื้อปูกระป๋องได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตปูเนื้อกระป๋องประมาณ 10 โรง ซึ่งต้องการเนื้อปูม้าเป็นวัตถุดิบประมาณวันละ 20 ตัน ปัจจุบันมีวัตถุดิบที่ได้จากชาวประมงในจังหวัดต่าง ๆ ที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงประมาณวันละ 10 ตันเท่านั้น ปูม้ามีดีเช่นปูมีชีวิตจากบ่อ ขนาด 8-10 ตัว/ กิโลกรัมสามารถขายได้ในตลาดท้องถิ่นประมาณ กิโลกรัมละ 70-110 บาท (ขนาด 3-4 ตัวกิโลกรัม ราคาประมาณกิโลกรัมละ 180-220 บาท) ถ้าไม่ขายในตลาดสดจะนำไปส่งขายให้โรงงานปูกระป๋องก็ได้ โรงงานปูกระป๋องยินดีจะรับซื้อปูในราคาเดียวกันหรือสูงกว่าปูม้าที่จับได้จากอวนลอยหรือลอบพับเล็กน้อย เพราะปูม้าจากบ่อดินมีคุณภาพสูงกว่าปูม้าที่จับได้จากทะเล จุคือสามารถปรับปรุงคุณภาพและขนาดของผลผลิตได้ตามที่โรงงานต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นปูม้าจากบ่อดินยังสามารถามารถจับส่งโรงงานได้ในสภาพของปูมีชีวิตอีกด้วย ปูม้าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่ประสพปัญหากับการขาดทุนและมีความประสงค์จะเลิกเลี้ยงกุ้ง หรือจะเป็นอาชีพรองของชาวประมงพื้นบ้านที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ ส่วนที่ไม่อยากละทิ้งอาชีพประมงซึ่งเป็นอาชีพหลักก็สามารถเลี้ยงปูม้าเป็นอาชีพรองก็ได้ การเพาะเลี้ยงปูม้าในบ่อดินจะมีความเสี่ยงน้อย ให้ผลตอบแทนเร็ว และยั่งยืน ถ้าเทคโนโลยีการผลิตลูกปูวัยอ่อน เทคโนโลยีการเลี้ยงปูในบ่อ การบำรุงพันธุ์ และจัดการฟาร์ม ได้มีพัฒนาและปรับปรุง ให้ก้าวหน้า และง่ายสำหรับเกษตรกรในท้องถิ่นที่จะนำไปใช้ปฏิบัติ


Print Page Top


  If you have any question please, contact : info@crab-trf.com
© Copyright 2005 - All rights Reserved by : Artty.